การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน ทั้งสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งจะได้รับผลยืนยันว่าตั้งครรภ์ ผู้ที่กำลังลุ้นอยู่ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ หรือแม้แต่กับคนท้องไม่รู้ตัว การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่ร่างกายจะต้องเผชิญ โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์จะเป็นตัวช่วยให้คุณแม่ที่รู้ตัวแล้วสามารถเตรียมตัวให้พร้อมทั้งทางร่างกายและอารมณ์สำหรับการเดินทางกับลูกน้อยได้อย่างเท่าทัน และเป็นตัวช่วยให้ผู้ที่ตั้งครรภ์แล้วแต่ยังไม่รู้ตัวได้สังเกตอาการจนรู้ตัวได้ทันท่วงที บทความนี้จะมาเล่าภาพรวมที่ครอบคลุมของอาการคนท้องต่างๆ ในช่วงที่ตั้งครรภ์แรกๆ หรือที่เรียกว่าอาการคนท้องไม่รู้ตัว และในช่วงระยะเวลาทั้ง 40 กว่าสัปดาห์ในการตั้งครรภ์ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง
Table of Contents
สำรวจอาการเตือนคนเริ่มท้อง อาการคนท้องไม่รู้ตัว
ต้องกล่าวก่อนว่าเรื่องของคนท้องนั้นแม้จะมีลักษณะที่คล้ายกันหลากหลายอย่าง แต่มักไม่เหมือนกันทั้งหมด ว่าที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่อาจมีอาการคนท้องไม่รู้ตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอาการหลายอย่าง หรือไม่ได้มีอาการเหล่านี้ในระดับที่สังเกตเห็นเลยก็ได้ อีกทั้งอาการหลายอย่างเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับการตั้งครรภ์ บางอาการอาจบ่งบอกว่ากำลังป่วยหรือกำลังจะเริ่มมีประจำเดือนก็ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ก็ยังถือเป็นสัญญาณเตือนที่ดี หากสำรวจตัวเองแล้วว่าไม่น่ามีสาเหตุให้เจ็บป่วยอะไร แต่กลับมีอาการเหล่านี้ขึ้นมา รวมทั้งมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ก็มีโอกาสว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่
อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น
อุณหภูมิร่างกายที่วัดตอนเช้าหลังตื่นนอนจะสูงขึ้นกว่าปกติประมาณ 1 องศาและจะสูงขึ้นกว่าปกติประมาณนี้ไปตลอดการตั้งครรภ์
แม้ว่าอาการเตือนคนเริ่มท้องข้อนี้อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดเพราะสาเหตุที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นนั้นมีได้อีกหลายอย่าง แต่ก็ถือว่าเป็นอีกสัญญาณล่วงหน้าที่ใช้ดูร่วมกับสัญญาณอื่นๆ ได้

คัดจมูก
ฮอร์โมนและเลือดที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เยื่อเมือกในจมูกบวม แห้ง และมีเลือดออกได้ง่าย ทำให้มีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล
ไวต่อกลิ่น
อาการไวต่อกลิ่นเป็นอีกสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ระยะแรก โดยจะรู้สึกว่ากลิ่นฉุนหรือเหม็นรุนแรงกว่าปกติ
คลื่นไส้
ความไวต่อกลิ่นในข้อก่อนหน้าอาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้ด้วย กลิ่นของอาหารที่ปกติแล้วชอบอาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ โดยที่อาหารไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่มีกลิ่นคาวก็ทำให้คลื่นไส้ได้ กระทั่งผักหรือสลัดก็ทำให้คลื่นไส้ได้ แม้ว่าอาการคลื่นไส้มักจะไม่ได้เกิดช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะปรากฏขึ้นในช่วงไตรมาสแรก
อยากอาหาร
อยากอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงานและแคลเซียม เช่น ผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ บางคนอาจจะอยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร อย่างดินหรือกระดาษ แต่ข้อนี้อาจจะเป็นสัญญาณว่าสารอาหารในร่างกายไม่พอได้เช่นกัน นอกจากนี้ อาจสังเกตเห็นว่ารู้สึกไม่ชอบอาหารที่เคยชอบ ไม่อยากกิน หรือถึงขั้นเหม็นขึ้นมาเฉยๆ เลยก็ได้
ขนาดหน้าอกเปลี่ยน
เต้านมที่นิ่ม บวมหรือคล้ำขึ้นอาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน โดยเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น
ลานนมของคุณแม่อาจขยายขึ้นและคล้ำขึ้นด้วยเช่นกัน และอาจจะเห็นว่าตุ่มเล็กๆ รอบบริเวณมีจำนวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากร่างกายกำลังเตรียมพร้อมในการผลิตน้ำนมนั่นเอง
เหนื่อยล้า
อาการของคนท้องแรก ๆ ที่เป็นกันหมดแทบจะทุกคน คือความเหนื่อยที่เจ้าตัวเองอาจไม่รู้ว่ามาจากไหนกันแน่ นั่นเป็นเพราะร่างกายจะต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลในการสร้างรก คุณแม่จึงอ่อนล้านั่นเอง
ปัสสาวะบ่อย
ช่วงที่ท้องจะมีฮอร์โมนที่ทำให้เลือดไหลเวียนมาก และไตจะทำงานหนักในการกำจัดของเสียทั้งของคุณแม่เองและของคุณลูกด้วย นอกจากนั้น มดลูกที่กำลังเติบโตขยายใหญ่เพื่อเตรียมพื้นที่ให้เด็กทารกก็จะเริ่มเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้พื้นที่เก็บปัสสาวะน้อยลง จึงเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หรืออาจมีปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย
อารมณ์แปรปรวน
แบบสุดๆ เหมือนหรือยิ่งกว่าอาการที่เป็นก่อนมีประจำเดือน (PMS) อาจจะตื่นเต้นมากนาทีหนึ่ง อีกนาทีหนึ่งวิตกกังวลสุดขีดก็ได้ ว่าที่คุณแม่มักจะหงุดหงิด และซึมเศร้ามากเป็นพิเศษ

เสียดท้องและอาหารไม่ย่อย
อาการเสียดท้องมักเกิดช่วงเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์ มีสาเหตุจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและรีแลกซินที่ไปผ่อนคลายเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเรียบทั่วร่างกาย ส่งผลให้อาหารเคลื่อนผ่านทางเดินอาหาร (GI) ได้ช้าลง
การเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลและการใช้เม็ดเคี้ยวบรรเทาอาการกรดไหลย้อนอาจพอช่วยได้
ท้องอืด หรือตัวบวม
อาจจะเป็นอาการที่พูดยากเสียหน่อย เพราะถึงไม่ตั้งครรภ์ก็เป็นได้ แต่ก็ถือเป็นอีกสัญญาณร่วมที่ช่วยคาดคะเนว่าตั้งครรภ์แล้วหรือยังได้ดี เพราะเป็นอาการที่ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะเป็นกันตั้งแต่แรกๆ
มีน้ำลายเยอะผิดปกติ
เรียกอีกอย่างว่า Ptyalism gravidarum อาการนี้มักจะเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรก เป็นไปได้ว่าเป็นน้ำลายที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อป้องกันปาก ฟัน และลำคอของร่างกายจากฤทธิ์กัดกร่อนของกรดในกระเพาะอาหาร
ผิวพรรณเปล่งปลั่งแต่ก็มีสิวฮอร์โมน
เลือดที่เพิ่มขึ้นและระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้นทำให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดมากขึ้น และต่อมน้ำมันในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ผิวจึงมีเลือดฝาดและมีลักษณะมันวาวขึ้น ดูเปล่งปลั่ง แต่ในขณะเดียวกันฮอร์โมนนั้นก็อาจทำให้เป็นสิวได้
น้ำหนักขึ้น
| ส่วนประกอบ | น้ำหนักโดยประมาณ (กก.) |
| ตัวทารก | 3.2 – 3.5 |
| รกและน้ำคร่ำ | 1.5 – 1.8 |
| มดลูกและหน้าอก | 1.5 – 2.5 |
| เลือดและของเหลวในร่างกาย | 2.5 – 3.5 |
| ไขมันสะสมเพื่อพลังงาน | 2.5 – 4.0 |
ช่วงปลายไตรมาสแรกนับเป็นช่วงที่คุณแม่เริ่มน้ำหนักขึ้น โดยน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 ถึง 1.8 กิโลกรัมในช่วงสองสามเดือนแรก
ส่วนน้ำหนักโดยรวมขณะตั้งครรภ์โดยรวมมักจะมาจาก:
- หน้าอก (ประมาณ 0.5 ถึง 1.8 กิโลกรัม)
- มดลูก (ประมาณ 0.9 กิโลกรัม)
- รก (ประมาณ 0.7 กิโลกรัม)
- น้ำคร่ำ (ประมาณ 0.9 กิโลกรัม)
- ปริมาณเลือดและของเหลว (ประมาณ 2.3 ถึง 3.2 กิโลกรัม)
- ไขมัน (ประมาณ 2.7 ถึง 3.6 กิโลกรัม)
หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ประมาณสัปดาห์ที่ 8 ถึง 10 หัวใจของคุณแม่อาจเริ่มสูบฉีดเร็วขึ้นและแรงขึ้น อาจมีอาการใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปกติการไหลเวียนของเลือดจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากมีสภาวะทางหัวใจนี้ควรปรึกษาแพทย์
เลือดออกประปรายจากการฝังตัวของเด็กทารก
หลังการปฏิสนธิ และหลังจากที่มีการฝังตัวของทารกที่ผนังมดลูกแล้วประมาณ 6-12 วัน คุณแม่บางท่านอาจสังเกตเห็นรอยเลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อย แถมยังอาจจะมีปวดท้องคล้ายๆ กับเป็นประจำเดือน บางคนอาจจะสับสนกับประจำเดือนไปเลยก็ได้ แต่จริงๆ แล้วเลือดที่ออกจากการฝังตัวของทารกนี้ไม่เหมือนกับเลือดประจำเดือนเสียทีเดียว โดยความแตกต่างคือจะมีสีอ่อนกว่า หรือออกไปทางสีน้ำตาลอ่อนมากกว่าเลือดประจำเดือนที่เป็นสีแดงชัดกว่า นอกจากนั้นยังจะมาๆ หายๆ และออกมาน้อยมากๆ เทียบกับประจำเดือน อาจจะมาเพียงหลักชั่วโมง หรือมาๆ หายๆ อยู่ประมาณ 2-3 วัน
อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการเลือดออกเล็กๆ น้อยๆ นี้อาจจะมีที่มาจากอย่างอื่นก็ได้เช่นกัน เช่น อาการประจำเดือน “หลง” ที่คนมีประจำเดือนมักจะเป็นกัน โดยเฉพาะคนที่ประจำเดือนมาไม่คงที่ หรืออาจเกิดจากการที่ร่างกายชำระแบคทีเรียออกมาตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงได้เช่นกัน ถึงอย่างนั้น อาการคนท้องไม่รู้ตัวข้อนี้นับว่าเป็นอาการที่ค่อนข้างชัดเจน และมีโอกาสว่าจะตั้งครรภ์จริงสูงกว่าข้ออื่นๆ ที่ผ่านมาเลยทีเดียว
หากคิดว่ามีเลือดจากการฝังตัว อย่าใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาเสพติด เพราะอาจทำให้ตกเลือด
มูกปากมดลูก
มูกปากมดลูกมีลักษณะคล้ายเนื้อครีมหลังตกไข่ และเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ อาจจะมีตกขาวมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นของเหลวสีขาวขุ่นบางๆ ก็ถือว่าปกติดี แต่ถ้าหนาเป็นก้อนควรพบแพทย์
ประจำเดือนขาด
อาการคนท้องไม่รู้ตัวข้อนี้นับว่าเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับคนที่ประจำเดือนมาปกติ มาสม่ำเสมอ หากขาดไปนั้นมักจะมีสาเหตุอยู่ 2-3 อย่าง ถ้าไม่ใช่ความเครียด หรือการขาดสารอาหารใดๆ ก็มักจะเป็นการตั้งครรภ์นั่นเอง

มีอาการคนท้อง สงสัยว่าท้อง ควรตรวจตั้งครรภ์เมื่อไหร่
หากมีอาการคนท้อง หรือสงสัยว่าท้อง ควรตรวจตั้งครรภ์ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง โดยช่วงเวลาที่ตรวจแล้วมีโอกาสพบผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงความจริง คือ หลังรอบเดือนผ่านไป 7 วัน หรือ 12-14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ เมื่อพบผลลัพธ์แล้วควรไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ การตรวจครรภ์นั้นหากตรวจเร็วไป หรือปัสสาวะไม่เข้มข้น ผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อน ดังนั้นให้สังเกตอาการต่อไป และตรวจซ้ำหากจำเป็น
หากตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ เพื่อจะได้ตรวจสอบอายุครรภ์ ตรวจสอบสุขภาพลูก และทราบแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับอายุครรภ์ของตน
อาการคนท้องรายสัปดาห์
การนับครรภ์นิยมนับอยู่ที่ 40 สัปดาห์แล้วจึงคลอด แต่การคลอดก่อนกำหนด หรือหลังกำหนดเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องแปลก ดังนั้นอาการคนท้องรายสัปดาห์ในหัวข้อนี้จะครอบคลุมไปจนถึงสัปดาห์ที่ 42 ทั้งนี้ อาการท้องของคุณแม่แต่ละท่านนับว่าเป็นสิ่งที่เฉพาะตัว จึงอาจไม่ได้มีอาการทุกอย่างเป๊ะๆ หรืออาจจะมีอาการเร็วกว่าหรือช้ากว่าสัปดาห์นั้นๆ ก็เป็นไปได้เช่นกัน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องตกใจแต่อย่างใด
- สัปดาห์ที่ 1
อาการคนท้องสัปดาห์แรกเลยจะคล้ายกับอาการเมื่อมีประจำเดือน เช่น ตะคริว ปวดท้อง ถ้านับกันตามหลักแล้ว ลูกน้อยยังไม่ได้ฝังตัว จึงยังไม่มีอาการอะไร
- สัปดาห์ที่ 2
อาการปวดบิดที่ท้องส่วนล่าง (Mittelschmerz) อาการเจ็บเต้านม มีมูกตกไข่ที่มีลักษณะคล้ายไข่ขาว หากวัดอุณหภูมิร่างกายช่วงตื่นนอนจะพบว่าอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ
- สัปดาห์ที่ 3
อาการตะคริว มีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งเป็นเลือดออกจากการฝังตัวของทารก หากเลือดออกมากหรือมีอาการปวดอย่างรุนแรงควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก
- สัปดาห์ที่ 4
นอกจากจะเป็นสัปดาห์ที่หากตรวจครรภ์เองมักจะขึ้นสองขีดแล้ว ยังเป็นสัปดาห์ที่หลายๆ คนเริ่มมีอาการคนท้องแบบเห็นชัดขึ้นกว่าเก่า คือ เจ็บเต้านม อึดอัด ประสาทสัมผัสไวขึ้น ได้กลิ่นหรือรสเพิ่มขึ้น อ่อนเพลีย ท้องผูก ท้องอืด และอารมณ์แปรปรวน แต่สำหรับบางคนนั้น ตั้งแต่สัปดาห์แรกมาจนถึงสัปดาห์นี้ก็อาจจะยังไม่มีอาการตั้งครรภ์เลย และไปเริ่มเป็นหลังจากนี้อีก 2 – 3 สัปดาห์
- สัปดาห์ที่ 5
อารมณ์แปรปรวนมากขึ้น เดี๋ยวสุขเดี๋ยวหดหู่เดี๋ยวโมโห มีความเมื่อยล้า เจ็บเต้านม และอาจคลื่นไส้
- สัปดาห์ที่ 6
อาการแพ้ท้องเพิ่มขึ้น คลื่นไส้รุนแรงขึ้น อาจอยากอาหารมาก หรือไม่อยากอาหารเลย
- สัปดาห์ที่ 7
ช่วงนี้จะมีฮอร์โมนการตั้งครรภ์ ที่เรียกว่า hCG มีปริมาณของเหลวในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น รวมถึงมดลูกที่กำลังโตจะไปบีบกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยเป็นพิเศษ
- สัปดาห์ที่ 8
ส่วนใหญ่แล้วช่วงนี้จะเป็นช่วงที่อาการตั้งครรภ์เด่นชัดเลยทีเดียว อาจมีอาการตั้งแต่คลื่นไส้ เจ็บเต้านม เหนื่อยล้า ปัสสาวะบ่อย อารมณ์แปรปรวน ท้องอืด ปวดหัว ฯลฯ อีกสิ่งที่สังเกตได้คือมีปริมาณน้ำลายในปากเพิ่มขึ้น ซึ่งมักจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดไตรมาสแรก
- สัปดาห์ที่ 9
ฮอร์โมนการตั้งครรภ์อาจไปชะลอการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้มีอาการท้องผูกและมีแก๊สเกิน ยิ่งลูกน้อยในครรภ์โตขึ้น ระบบย่อยอาหารก็จะยิ่งทำงานช้าลง ดังนั้นอาจจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อกินยาบางชนิดที่ช่วยเรื่องการขับถ่ายในช่วงนี้
- สัปดาห์ที่ 10
เป็นช่วงที่ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าอกและหน้าท้องขยายขึ้นเรื่อยๆ แต่อาจพบสิวจากฮอร์โมนได้เช่นกัน
- สัปดาห์ที่ 11
ปวดและเป็นตะคริวบริเวณท้อง โดยอาจมีอาการได้ตั้งแต่ปวดเล็กน้อยไปจนถึงปวดมาก นอกจากนั้นเป็นช่วงที่ร่างกายกำจัดแบคทีเรีย ซึ่งเป็นปกติในช่วงตั้งครรภ์ จึงอาจสังเกตเห็นระดูขาวติดกางเกงใน
- สัปดาห์ที่ 12
ปริมาณเลือดอาจเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้สามารถมองเห็นเส้นเลือดบนผิวหนังได้ โดยเฉพาะคนที่ผิวขาวจะเห็นชัดเป็นพิเศษ
- สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์นี้เป็นโค้งสุดท้ายของไตรมาสแรก อาการคนท้องก่อนหน้านี้มักจะทุเลาลง แต่ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การไหลเวียนของเลือดที่ลดลง และความดันโลหิตที่ลดลงอาจทำให้คุณแม่วิงเวียนตลอดทั้งวัน ช่วงนี้ต้องดื่มน้ำมากๆ และอย่าขยับตัวเร็วเกินไปนัก
- สัปดาห์ที่ 14
อาการคนท้องในสัปดาห์นี้ถือว่าเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 อย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นไตรมาสที่ผ่อนคลายลงมาจากไตรมาสแรก คุณแม่บางท่านอาจอยากอาหารมากขึ้น มีแรงมากขึ้น และมีความต้องการทางเพศที่สูงขึ้น ถ้าหากคุณแม่มีพละกำลังในช่วงนี้ก็ควรถือโอกาสปรึกษาแพทย์เรื่องการออกกำลังกาย
- สัปดาห์ที่ 15
ไตรมาสที่สองอาจมาพร้อมอาการแปลก ๆ บางอย่างได้เหมือนกัน เช่น อาการคัดจมูกเนื่องจากมีเลือดเพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อเมือก เป็นตะคริวที่ขา และเหงือกอาจบอบบางลง อาจรู้สึกไม่คล่องตัวเป็นพิเศษในช่วงนี้
- สัปดาห์ที่ 16
ในสัปดาห์นี้ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ตั้งครรภ์อาจพบว่าผิวบริเวณหัวนม ต้นขาด้านใน รักแร้ และสะดือคล้ำขึ้น หรือแก้มกับจมูกอาจคล้ำขึ้นด้วย
- สัปดาห์ที่ 17
อาการคนท้องช่วงนี้มักจะปวดหลัง และอาจจะหลงๆ ลืมๆ ร่วมด้วย
- สัปดาห์ที่ 18
ส่วนใหญ่แล้วครรภ์จะขยายจนสังเกตได้ชัดว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่ รวมถึงหน้าอกก็จะขยายขึ้นเพื่อเตรียมสร้างน้ำนม ส่วนน้ำหนักโดยรวมก็มักจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้อีกอย่างว่าเท้าอาจจะใหญ่ขึ้น ช่วงสัปดาห์ที่ 18 ถึง 22 นี้เด็กในครรภ์อาจเริ่มเตะท้องคุณแม่แล้ว อาจต้องเตรียมใจและระวังไว้หน่อย
- สัปดาห์ที่ 19
บางคนมีอาการเสียดท้อง เนื่องจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดตรงหลอดอาหารส่วนล่าง (LES) คลายตัว หากเสียดท้องและอึดอัด แนะนำให้แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ และนั่งหลังตรงหลังรับประทานเสร็จ เลี่ยงอาหารที่เป็นกรด มันเยิ้ม หรือเผ็ด นอกจากนั้นระหว่างนี้ร่างของทารกอาจไปกดทับลำไส้ ทำให้มีอาการท้องผูกได้เช่นกัน
- สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์นี้ลูกน้อยมักจะเตะท้องคุณแม่อย่างเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว จึงอาจจะรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน นอกจากนั้นมักจะมีตะคริวที่ขา มีอาการตาแห้ง และอาจมีปัญหาในการนอน สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาในการนอนหลับนั้นแนะนำให้ลองใช้หมอนรองครรภ์อาจพอช่วยได้
- สัปดาห์ที่ 21
ก่อนหน้านี้คุณแม่อาจจะรู้สึกว่ามีอาการปวดข้อมาระยะหนึ่งแล้ว แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 21 จะยิ่งปวดหนักขึ้น โดนอาจรู้สึกปวดแสบที่สะโพก ขาหนีบ และหน้าท้องร่วมด้วย เพราะอวัยวะต่างๆ กำลังขยับขยายเพื่อรองรับลูกที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
- สัปดาห์ที่ 22
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นมักจะทำให้ผมหนาขึ้นและเป็นมันเงาขึ้นในช่วงนี้ และอาจจะแข็งเรงขึ้นด้วย เล็บก็อาจยาวเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผิวหนังบริเวณท้องอาจแห้งและระคายเคืองง่ายขึ้นได้ เพราะท้องของคุณแม่ถูกยืดออกตลอดเวลา ช่วงนี้ร่างกายจะต้องการสะสมสารอาหาร ดังนั้นไม่ควรลืมกินวิตามินก่อนคลอด
- สัปดาห์ที่ 23
ท้องที่ขยายขึ้นของคุณแม่อาจจะทำให้สะดือกลายเป็นสะดือจุ่นได้ แต่หลังจากคลอดแล้วก็จะหายไปเอง ในช่วงนี้ยังมีอาการตะคริวขาอยู่ อาจมึนเบลอ ปวดหลัง ตกขาวมากขึ้น ท้องผูก ปวดหัว ผิวแตกลาย และมีอาการคนท้องอื่นๆ ตามปกติของการตั้งครรภ์ไตรมาส 2
- สัปดาห์ที่ 24
บางคนอาจมีอารมณ์ทางเพศสูงขึ้น บางคนอาจลดลง นอกจากนั้นอาจรู้สึกเจ็บท้อง เหน็ดเหนื่อยไม่มีแรง อาจมีอาการมือสั่น เหงือกมีเลือดออก กรนทางจมูก และน้ำหนักเพิ่มขึ้น
- สัปดาห์ที่ 25
มือและนิ้วอาจรู้สึกซ่าๆ ชาๆ ซึ่งมักเป็นผลมาจากอาการบวมและการคั่งของน้ำ อาการชานี้จะหายไปหลังจากคลอดลูก ในระหว่างนี้ หลีกเลี่ยงการนอนทับมือ และพยายามเขย่าข้อมือตลอดทั้งวัน
- สัปดาห์ที่ 26
ใกล้เข้าสู่ไตรมาสที่สาม จึงอาจพบว่ามีอาการคนท้องบางอย่างที่รุนแรงขึ้น เช่น นอนหลับไม่สงบ วิตกกังวล ตะคริวที่ขา ปัสสาวะบ่อย หรือรู้สึกไม่สบาย อาจรู้สึกคันที่มือและเท้า ถ้าคันเล็กน้อยนับว่าเป็นเรื่องปกติ สามารถรักษาได้ด้วยขี้ผึ้งหรือโลชั่น แต่หากพบว่าคันรุนแรงควรพบแพทย์เพราะอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางตับ
- สัปดาห์ที่ 27
อาการปวดหลังและตะคริวที่ขายังคงอยู่ ขณะที่บางคนเป็นโรคริดสีดวงทวารในช่วงไตรมาสที่สองนี้ด้วย หลอดเลือดดำที่บวมและคันอาจผุดขึ้นในทวารหนักเพราะการไหลเวียนของเลือดและความดันที่เพิ่ม หากเป็นพร้อมกับอาการท้องผูกที่ปวดบิดปวดรัด อาจยิ่งแย่ลงได้ ควรบรรเทาอาการด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำมาก ๆ หรือใช้ครีมทาริดสีดวงทวารช่วย
- สัปดาห์ที่ 28
อาการคนท้องสัปดาห์นี้ถือว่าเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่สามอย่างเต็มตัว อาจรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สบายตัว ปวดเมื่อย บางคนอาจมีอาการผิดปกติบริเวณหัวหน่าว อาจจะนิ่มลงหรือยืดออกกว่าปกติ แต่พบไม่มาก ความดันโลหิตจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้ 28-32 สัปดาห์อีกด้วย
- สัปดาห์ที่ 29
ร่างกายจะเริ่มเตรียมพร้อมที่จะให้นมลูกน้อยหลังคลอด อาจมีโคลอสตรัมที่เป็นสารคัดหลั่งสีเหลืองไหลออกจากเต้านมในช่วงนี้ รวมไปถึงช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
- สัปดาห์ที่ 30
หากก่อนหน้านี้มีอาการคัน บวม ปวด และแสบร้อนกลางอก ก็มักจะยังเป็นต่อไปในช่วงสัปดาห์นี้ หากมีรอยแตกลาย รอยแตกลายก็อาจจะเด่นชัดขึ้น ลักษณะคือจะเป็นริ้วสีแดง ชมพู ม่วง หรือน้ำตาลเข้ม ซึ่งถือว่าคนตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็น และจะค่อยๆ หายไปเองตามกาลเวลา
- สัปดาห์ที่ 31
คนที่เคยหายจากอาการคนท้องบางอย่าง สัปดาห์นี้อาจกลับมาเป็นใหม่ เช่น คัดเต้านม ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลียมากๆ ช่วงนี้คุณแม่ต้องอดทนสู้เสียหน่อย
- สัปดาห์ที่ 32
ร่างกายอาจจะเริ่มมีอาการคนท้องที่เรียกว่า Braxton Hicks คือเป็นการหดตัวเป็นระยะๆ ของมดลูก และอาจเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปจากช่วงนี้ โดยเกิดขึ้นครั้งละ 30 วินาทีถึง 2 นาที และมักจะมาแบบไม่สม่ำเสมอ แต่หากรู้สึกว่าการหดตัวรุนแรงขึ้นและบ่อยขึ้นกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด
- สัปดาห์ที่ 33
ลูกน้อยในครรภ์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะเบียดอวัยวะภายในของคุณแม่อยู่บ้าง ทำให้มีโอกาสเกิดกระเพาะปัสสาวะรั่ว หายใจถี่ แสบร้อนกลางอก และรู้สึกไม่สบายทั่วไป นอกจากนี้ คุณแม่บางท่านอาจปวดท้องส่วนบนใกล้กับบริเวณมดลูก ซึ่งเกิดจากผนังหน้าท้องที่ถูกยืดออกเพราะมดลูกที่กำลังเติบโต และอาจจะยิ่งเจ็บมากขึ้นเมื่อทารกเตะครรภ์ หรือเมื่อโดนสัมผัสบริเวณที่เจ็บ ทั้งนี้ หากคุณแม่กังวลว่าอาการเจ็บนั้นผิดปกติ หรือไม่มั่นใจเรื่องสาเหตุ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อคลายกังวล
- สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์นี้ใกล้กำหนดคลอดแล้ว อาจสังเกตเห็นว่าการเคลื่อนไหวของลูกน้อยเปลี่ยนแปลงไป แต่ควรติดต่อแพทย์เสมอหากมีข้อกังวลใดๆ หรือสังเกตเห็นว่าลูกน้อยเคลื่อนไหวน้อยลงผิดปกติ
- สัปดาห์ที่ 35
การหดตัวของมดลูกหรือที่เรียกว่า Braxton Hicks มักเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น มักจะมีอาการนอนไม่หลับอย่างหนักร่วมด้วย
- สัปดาห์ที่ 36
ลูกน้อยจะเริ่มขยับตัวเข้าใกล้เชิงกรานส่วนล่างในช่วง 2 – 4 สัปดาห์ก่อนคลอดนี้ การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยลดการถูกกดดันบริเวณอวัยวะภายในบางส่วน ช่วยให้คุณหายใจได้ง่ายขึ้น
- สัปดาห์ที่ 37
พอลูกน้อยเคลื่อนตัวมาอยู่อีกตำแหน่ง แม้ว่าจะหายใจได้ง่ายขึ้น แต่คุณแม่อาจรู้สึกไม่สบายบริเวณเชิงกรานและรู้สึกว่ามีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นแทน ปากมดลูกบอบบางและขยายใหญ่ขึ้นด้วย ดังนั้นหากมีจุดเลือดออกบางๆ เล็กๆ น้อยๆ หลังมีเพศสัมพันธ์ ถือว่าเป็นอาการคนท้องปกติ แต่หากมีเลือดออกมากกว่านั้น คล้ายกับการมีประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจบ่งชี้ว่ารกมีปัญหา
- สัปดาห์ที่ 38
ประมาณสัปดาห์ที่ 37 หรือ 38 คนท้องส่วนใหญ่จะสูญเสียเนื้อเยื่อหรือเมือกที่ปิดปากมดลูกไว้ ซึ่งเป็นส่วนที่มักจะหลุดออกมาช่วง 2 – 3 วัน หรือ 2 – 3 สัปดาห์ก่อนการคลอด มีลักษณะเหมือนตกขาวข้นหรือมีเลือดปน
- สัปดาห์ที่ 39
เกิดสัญญาณเตือนใกล้คลอดร่วมกับอาการคนท้อง ได้แก่ การบีบตัวเป็นประจำ รู้สึกมีความกดดันที่เชิงกราน ปวดหลัง รู้สึกกระสับกระส่าย หากน้ำคร่ำแตกอาจสังเกตเห็นได้จากของเหลวที่หยดช้าๆ หรือพุ่งออกมา
หากคลอดก่อนกำหนดในช่วงนี้มักจะกินเวลาหลายชั่วโมง หากเป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก และมดลูกหดตัวทุกๆ 4 – 5นาที นานหนึ่งนาที ติดต่อกัน 1 ชั่วโมงในช่วงใกล้คลอดนี้ แนะนำให้ไปโรงพยาบาล แต่ก็ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ของแต่ละคนร่วมด้วย
- สัปดาห์ที่ 40
นอนไม่หลับ ตัวบวม ปัสสาวะบ่อย ไม่สบายตัวบริเวณอุ้มเชิงกราน ไปจนกว่าลูกจะคลอด ถ้าหากคุณแม่มีนัดชักนำคลอดหรือนัดผ่าตัดคลอด ก็มักจะต้องทำภายใน 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์ถัดจากนี้ แนะนำให้ไปทำอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจสอบตำแหน่ง ขนาด และระดับของเหลวของทารกเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างยังปกติดี
- สัปดาห์ที่ 41
หลังจากสัปดาห์ที่ 40 ไปแล้ว หากยังไม่คลอด อาจถือว่ากำลังจะเป็นการคลอดเกินกำหนด แต่ส่วนใหญ่แล้วคุณแม่ที่คลอดเกินกำหนดมาถึงในช่วงสัปดาห์นี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากนัก แล้วก็มักพบเป็นปกติ ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องกังวลมากไป ลองสังเกตสัญญาณคลอดไว้ให้ดีๆ ก็พอ แนะนำให้เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการคลอด
- สัปดาห์ที่ 42
ส่วนใหญ่แล้วลูกน้อยมักจะคลอดภายในช่วงสองสัปดาห์ของวันครบกำหนดคลอด อาจจะก่อนหรือหลังนิดหน่อย แต่ถ้าหากอยู่มาถึงช่วงสัปดาห์ที่ 42 คุณแม่อาจจะเหนื่อยเป็นพิเศษ ขอให้ดูแลตัวเองต่อไปอีกนิด อีกไม่นานก็น่าจะได้อุ้มลูกแล้ว
ท้องอยู่แล้วมีอาการแบบนี้ พบแพทย์ทันที
หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
- สังเกตเห็นเลือดจากช่องคลอด
- ลูกน้อยเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ
- อาการปวดท้องรุนแรง
- อาการเจ็บปวดบางประเภทที่เป็นตลอด ไม่ยอมหายเลย รวมถึงอาการปวดหัวตลอดเวลาด้วย
- อาเจียนไม่หยุด
- น้ำคร่ำรั่ว
- ไข้ขึ้นสูง
- สูญเสียการมองเห็นหรือมองเห็นไม่ชัด
- คันที่ผิวหนังเป็นบริเวณกว้าง
- อาการใบหน้า มือ และเท้าบวมอย่างกะทันหัน
ถามตอบคำถามยอดฮิต
เข้าใจภาพรวมกันไปแล้ว มาดูคำถามยอดนิยมกันอีกสักเล็กน้อยดีกว่า
มีอาการคนท้อง แต่จริงๆ ไม่ได้ท้องเป็นไปได้ไหม
ถือว่าเป็นไปได้ เพราะอาการหรือสัญญาณบางอย่างก็คล้ายๆ กับอาการหรือสัญญาณของโรคอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหลายอย่างและคิดว่าไม่ได้ป่วยอย่างอื่น แต่ตรวจกับที่ตรวจครรภ์แล้วไม่พบว่าท้อง เป็นไปได้ว่าเกิดจากการตรวจครรภ์ที่เร็วเกินไป หรือปัสสาวะไม่เข้มข้นจึงไม่พบผลก็เป็นได้ หมั่นสังเกตอาการของตนอยู่เสมอ ตรวจซ้ำ หรือไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบ
อาการคนท้องเริ่มเมื่อไหร่
แล้วแต่คน บางคนเพิ่งปฏิสนธิสำเร็จก็อาจเกิดอาการคนท้องในอีก 2-3 วัน บางคนอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์
หวังว่าทุกคนจะพอเข้าใจอาการต่างของการตั้งครรภ์กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะอาการคนท้องไม่รู้ตัว หรืออาการคนท้องแรกๆ ที่มักจะมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อารมณ์แปรปรวน ปัสสาวะบ่อย และประจำเดือนขาดเป็นสัญญาณ สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตและฟังร่างกายของตัวเองดีๆ ตรวจการตั้งครรภ์หากสงสัยว่าท้อง และตรวจซ้ำหากยังไม่เห็นผลแต่ยังมีอาการอยู่ สุดท้ายควรขอคำแนะนำทางการแพทย์หากสังเกตเห็นความผิดปกติ หากยืนยันแล้วว่าตั้งครรภ์ก็ควรฝากครรภ์และดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์ต่อไป หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณแม่ ว่าที่คุณแม่ และคนที่กำลังสังเกตการการตั้งครรภ์ทุกคน
Ref
1.Nicole Harris (October 23, 2022) “Your Pregnancy Symptoms Week by Week” [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.parents.com/pregnancy/signs/symptoms/a-pregnancy-symptom-timeline/
2.betterhealth.vic.gov.au [Online] เข้าถึงได้จาก : “Pregnancy – signs and symptoms”
3.Mayo Clinic Staff (Dec. 03, 2021) “Symptoms of pregnancy: What happens first” [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/getting-pregnant/in-depth/symptoms-of-pregnancy/art-20043853
4.Colleen de Bellefonds (December 1, 2022) “Pregnancy Symptoms: 14 Early Signs of Pregnancy” [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.whattoexpect.com/pregnancy/symptoms-and-solutions/early-signs-of-pregnancy-before-missed-period/
5.American Pregnancy Association “Early Signs of Pregnancy” [Online] เข้าถึงได้จาก : https://americanpregnancy.org/pregnancy-symptoms/early-signs-of-pregnancy/