9 เดือนของการรอคอยสำหรับคนที่ อยากมีลูก จนมาถึงวันที่เจ้าตัวเล็กมาอยู่ในท้อง ความตื่นเต้นที่สุดคือการเฝ้ามอง พัฒนาการทารกในครรภ์ ในแต่ละสัปดาห์ แต่คุณแม่รู้ไหมคะ? นอกจากการอัลตราซาวด์แล้ว มีอีกหนึ่ง “สัญญาณชีพ” ที่แม่ตรวจเองได้ทุกวันและแม่นยำมาก นั่นคือ “การนับลูกดิ้น” ค่ะ
ParentSmart ไม่ได้อยากให้คุณแม่กังวล แต่เราอยากให้คุณแม่ “รู้ทัน” เพราะการดิ้นไม่ใช่แค่เรื่องของความน่ารัก แต่มันคือการสื่อสารเดียวที่ลูกจะบอกเราได้ว่า “หนูยังสบายดี” หรือ “แม่ครับ ช่วยหนูด้วย!” บทความนี้เราจะมาฟันธงวิธีนับที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล พร้อมจุดสังเกตที่แม่ต้องระวังแบบไม่ต้องคาดเดาค่ะ
⚠️ ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้เป็นการแนะนำเบื้องต้นเท่านั้น หากนับลูกดิ้นได้น้อยกว่าเกณฑ์ หรือคุณแม่รู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีความผิดปกติ “ให้ไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ” เพราะชีวิตลูกสำคัญที่สุดค่ะ
Table of Contents
💡 Key Takeaways
- เริ่มนับเมื่อไหร่: เริ่มจริงจังที่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ (ไตรมาส 3)
- ตัวเลขมหัศจรรย์: ใน 1 วัน (10-12 ชม.) ลูกต้องดิ้นไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
- Don’t Wait: หากลูกดิ้นน้อยลงผิดปกติ อย่ารอจนถึงเช้า ให้รีบไปพบคุณหมอทันทีเพื่อความปลอดภัยที่สุด
การนับลูกดิ้นคืออะไร?
การนับลูกดิ้น หรือการนับการดิ้นของทารกในครรภ์ คือ การนับการเคลื่อนไหวของทารกในแต่ละครั้ง แต่ละชั่วโมง และในแต่ละวัน เพื่อตรวจสอบดูว่าทารกมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ หรือมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะว่าการเคลื่อนไหวของทารกนั้นเป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกถึงสุขภาพของทารกในครรภ์ได้ ถ้าหากทารกมีการดิ้นน้อยกว่า หรือมากกว่าปกตินั้นคุณพ่อคุณแม่ก็จะได้รู้ตัวได้อย่างรวดเร็วว่าควรรับมืออย่างไร หรือควรรีบพบแพทย์หรือไม่ เพื่อที่จะได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้ทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์นั้นมีความปลอดภัยมากที่สุดนั่นเอง

วิธีการนับลูกดิ้นมีความสำคัญอย่างไร?
การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ว่าทารกมีความผิดปกติหรือไม่ รวมถึงสามารถบ่งบอกได้อีกด้วยว่าเจ้าตัวเล็กในครรภ์ของคุณแม่กำลังนอนหลับ หรือกำลังตื่นอยู่ โดยวิธีการนับลูกดิ้น หรือวิธีการนับการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์นั้นถือว่าเป็นวิธีที่มีความสำคัญที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจเช็กได้เบื้องต้นว่าเจ้าตัวเล็กในครรภ์นั้นมีการเจริญเติบโตที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีการพัฒนาการที่เหมาะสมกับช่วงอายุหรือไม่ ถ้าหากเจ้าตัวเล็กมีอัตราการดิ้นที่น้อยลง ก็อาจแสดงว่ามีความผิดปกติทางร่างกาย ความผิดปกติทางพัฒนาการ หรือมีความผิดปกติในด้านการตอบสนองต่างๆ ที่อาจส่งผลให้ทารกตกอยู่ในภาวะอันตราย หรือในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ได้ ดังนั้น การนับลูกดิ้นจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเรียนรู้ไว้ เพื่อที่จะได้คอยเช็กสุขภาพของเจ้าตัวเล็กได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำมากที่สุด และถ้าหากมีความผิดปกติเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้รับมือได้อย่างถูกต้อง และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มนับการดิ้นของลูกเมื่อไหร่?
สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังเริ่มเรียนรู้วิธีนับลูกดิ้น เพื่อที่จะได้นับ และจดบันทึกจำนวนครั้งที่เจ้าตัวเล็กดิ้นได้อย่างถูกต้อง แต่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มนับการดิ้นของลูกเมื่อไหร่ หรือจะเริ่มนับตอนไหนดี เพราะว่าทารกในครรภ์แต่ละคนนั้นมีช่วงจังหวะเวลาที่เริ่มดิ้นไม่เหมือนกัน
โดยปกติแล้วการเริ่มนับการดิ้นของทารกในครรภ์นั้นจะเริ่มนับตั้งแต่คุณแม่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 28 สัปดาห์ขึ้นไป ประมาณช่วงท้อง 7 เดือน หรือสัปดาห์แรกของไตรมาสที่ 3 เพราะว่าในช่วงนี้ทารกจะมีการเจริญเติบโต และการพัฒนาการที่แข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ทารกเริ่มมีการตอบสนอง การดิ้น หรือการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนับจำนวนครั้งในการดิ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถจดบันทึกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่เริ่มนับการดิ้นของลูกของคุณพ่อคุณแม่แต่ละคนนั้นอาจจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรง การตอบสนอง สุขภาพร่างกาย ภาวะแทรกซ้อน หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ และทารกในครรภ์ด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้เริ่มนับการดิ้นของลูกได้อย่างถูกต้อง และถ้าหากลูกดิ้นผิดปกติก็จะได้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่ และทารกในครรภ์ได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด

อาการแบบไหนบ้างที่เรียกว่าลูกดิ้น?
ถึงแม้ว่าการนับลูกดิ้นนั้นจะเป็นการนับการดิ้น หรือการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ แต่ว่าการเคลื่อนไหวของทารกในแต่ละครั้งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสัมผัสได้นั้นก็ไม่สามารถนำมานับว่าเป็นการดิ้นได้ทั้งหมด ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูกันว่าอาการของเจ้าตัวเล็กแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นอาการลูกดิ้นที่สามารถนำมานับเป็นการดิ้นได้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนับจำนวนการดิ้นของเจ้าตัวเล็กได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ดังนี้
- เตะ หรือถีบ เป็นอาการที่คุณแม่จะรู้สึกว่าทารกในครรภ์กำลังใช้เท้าเตะ หรือถีบบริเวณท้องคุณแม่ ทำให้ผิวบริเวณท้องมีการเคลื่อนไหว หรือเป็นก้อนขึ้นมา และในบางครั้งอาจจะเห็นเป็นรูปเท้าของเจ้าตัวเล็กเลยก็เป็นได้
- กระทุ้ง เป็นอาการที่คุณแม่จะรู้สึกว่าทารกในครรภ์อาจจะกำลังยืดเหยียดแขนขา ทำให้อวัยวะต่างๆ มากระทุ้งโดนผิวบริเวณท้องของคุณแม่ ส่งผลให้คุณแม่สามารถเห็นการเคลื่อนไหวเป็นก้อนขึ้นมาอย่างชัดเจน
- หมุนตัว เป็นอาการที่คุณแม่จะรู้สึกว่าทารกในครรภ์นั้นกำลังหมุนตัว เพื่อให้อยู่ในท่าที่มีความสบายมากขึ้น ทำให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา หรือศีรษะ ในขณะที่ทารกกำลังหมุนตัวนั้นไปสัมผัสกับท้องของคุณแม่ และเห็นได้ชัดว่าผิวบริเวณท้องมีเคลื่อนไหว หรือเป็นก้อนขึ้นมา
- โก่งตัว เป็นอาการที่จะพบได้บ่อยในช่วงใกล้คลอด เพราะว่าทารกจะมีขนาดตัวที่ใหญ่มากขึ้น และมีพื้นที่ในการขยับตัวน้อยลง ทำให้ทารกรู้สึกอึดอัด และพยายามจะโก่งตัว เพื่อให้รู้สึกสบายมากยิ่งขึ้น โดยอาการนี้จะทำให้คุณแม่สามารถรับรู้ถึงอาการดิ้นของลูกน้อยได้อย่างชัดเจน และอาจทำให้คุณแม่มีอาการข้างเคียงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องแข็ง ปวดท้องน้อย หรือปวดมดลูกร่วมด้วยได้
ถ้าหากเป็นอาการสะอึก หรืออาการตอดต่อเนื่อง และยาวนาน จะไม่ถือว่าเป็นอาการลูกดิ้น หรือการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ ดังนั้น ถ้าเป็นในช่วงที่ทารกกำลังดิ้น และมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นแทรกมานั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามนำมานับรวมกับจำนวนครั้งที่ลูกดิ้นเป็นปกติอย่างเด็ดขาด
📝 Editor’s Summary: สรุปหัวใจสำคัญ
| สิ่งที่ควรโฟกัส | สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล | สัญญาณที่ควรพบแพทย์ (ทันที!) |
| นับเวลาเดิมทุกวัน เช่น หลังมื้ออาหาร เพื่อให้เปรียบเทียบค่าได้แม่นยำ | ลูกสะอึก (รู้สึกเหมือนท้องกระตุกสม่ำเสมอ) ไม่นับเป็นการดิ้น และไม่ใช่สัญญาณอันตราย | ลูกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน หรือดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 ชม. หลังกินอาหาร |
| จดลงสมุดสีชมพูทุกครั้ง เพื่อให้คุณหมอดูตอนนัดฝากครรภ์ | ลูกดิ้นเวลาเดิมๆ เช่น ดิ้นเก่งตอนกลางคืน หรือหลังแม่กินของหวาน | มีมูกเลือด น้ำคร่ำไหล หรือปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย |
ธีการนับลูกดิ้นที่ถูกต้องควรนับอย่างไร?
วิธีการนับลูกดิ้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำการเรียนรู้ไว้ เพราะถ้าหากนับไม่ถูกต้องตามวิธี อาจทำให้จำนวนครั้งที่ลูกดิ้นมีการคลาดเคลื่อน และอาจทำให้แพทย์ไม่สามารถติดตามอาการของทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้อง โดยในปัจจุบันนั้นนิยมใช้วิธีนับลูกดิ้นด้วยกันทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่ การนับลูกดิ้นหลังกินอาหารเสร็จ การนับลูกดิ้นภายใน 1 ชั่วโมง และการนับลูกดิ้นภายใน 12 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละวิธีนั้นมีขั้นตอนในการนับที่แตกต่างกัน ดังนี้
การนับลูกดิ้นหลังกินอาหารเสร็จ
วิธีการนับลูกดิ้นหลังกินอาหารเสร็จ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า Sadovsky Technique เป็นวิธีนับลูกดิ้นที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะว่าในช่วงหลังที่คุณแม่กินอาหารนั้นจะมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ที่ถือว่าเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ทารกมีการดิ้นนั่นเอง โดยวิธีนี้เป็นวิธีนับลูกดิ้นลงสมุดสีชมพูที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำการนับการดิ้นหลังจากกินอาหารเสร็จของแต่ละมื้อ ที่มีทั้งหมด 3 มื้อ ได้แก่ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น ซึ่งทารกจะต้องมีจำนวนการดิ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่คุณแม่กินอาหารเสร็จในแต่ละมื้อ และเมื่อรวมด้วยกันทั้งหมด 3 มื้อ ทารกในครรภ์จะต้องดิ้นมากกว่า 10 ครั้งขึ้นไป ดังนั้น ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่นับจำนวนลูกดิ้นด้วยวิธีนี้แล้ว และภายใน 1 ชั่วโมงทารกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้ง หรือมีอัตราการดิ้นน้อยติดต่อกันหลายชั่วโมง ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ได้
การนับลูกดิ้นภายใน 1 ชั่วโมง
วิธีการนับลูกดิ้นภายใน 1 ชั่วโมง เป็นวิธีนับลูกดิ้นที่พ่อคุณแม่จะต้องทำการนับการดิ้นของทารกภายใน 1 ชั่วโมง และภายใน 1 ชั่วโมงนั้นจะต้องดิ้นอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป ถึงจะถือว่าเป็นปกติ ซึ่งการนับลูกดิ้นด้วยวิธีนี้นั้นจะเหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ค่อยสะดวกนับจำนวนการดิ้นของลูกในแต่ละวันบ่อยครั้ง เพราะว่าการนับลูกดิ้นภายใน 1 ชั่วโมงนั้นสามารถนับตอนไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ตามความสะดวกของคุณพ่อคุณแม่ แต่ว่าช่วงเวลาที่นับนั้นจะต้องเป็นช่วงเวลาเดิมทุกครั้ง ยกตัวอย่างการนับลูกดิ้นเช่น คุณพ่อคุณแม่เคยนับจำนวนครั้งที่ลูกดิ้นในช่วง 6 โมงเช้าทุกวัน ก็จะต้องใช้เวลาเดิมทุกวัน ถ้าหากวันนี้นับ 6 โมงเช้า แต่วันพรุ่งนี้นับช่วง 6 โมงเย็น อาจทำให้จำนวนการดิ้นที่นับได้มีความคลาดเคลื่อน และอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถสังเกตถึงความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ได้
การนับลูกดิ้นภายใน 12 ชั่วโมง
วิธีการนับลูกดิ้นภายใน 12 ชั่วโมง เป็นวิธีนับลูกดิ้นที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำการนับการดิ้นของทารกภายใน 12 ชั่วโมง และภายใน 12 ชั่วโมงนั้นจะต้องดิ้นอย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไป ถึงจะถือว่าเป็นปกติ โดยวิธีนับลูกดิ้นด้วยวิธีนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำการนับการดิ้นของลูกให้ครบ 12 ชั่วโมง และให้กำหนดระยะเวลาในการนับให้ตรงกันในทุกๆ วัน ยกตัวอย่างการนับลูกดิ้นเช่น เริ่มนับตั้งแต่ 6 โมงเช้า ก็จะครบ 12 ชั่วโมงตอน 6 โมงเย็น และคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องวนนับในช่วงระยะเวลานี้ในทุกๆ วัน เพื่อให้ได้จำนวนการดิ้นของทารกถูกต้อง และแม่นยำมากที่สุด ทั้งนี้ ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่สะดวกที่จะนับจำนวนการดิ้นของทารกยาวนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน ก็สามารถปรับเปลี่ยนมาเป็น 10 ชั่วโมงแทนได้ แต่ทำการปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ และตัวคุณแม่เองด้วย

จำนวนครั้งการดิ้นของลูกในแต่ละวันควรดิ้นกี่ครั้ง?
นอกจากการรู้ถึงวิธีการนับลูกดิ้นแล้ว อีกสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ไว้เช่นกัน นั่นก็คือ จำนวนครั้งการดิ้นของลูกในแต่ละวันที่ถือว่าเป็นปกติ เพราะว่าทารกในครรภ์แต่ละช่วงอายุนั้นจะมีอัตราในการดิ้น หรือการเคลื่อนไหวในแต่ละชั่วโมง หรือในแต่ละวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูกันว่าจำนวนครั้งการดิ้นของลูกในแต่ละวันนั้นควรดิ้นกี่ครั้ง เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้สังเกต และนำมาเปรียบเทียบได้ว่าเจ้าตัวเล็กของคุณพ่อคุณแม่นั้นดิ้นเป็นปกติหรือไม่ โดยจำนวนครั้งการดิ้นของทารกในแต่ละช่วงอายุที่เป็นปกติ มีดังนี้
- ช่วงอายุครรภ์ไตรมาสที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่จะไม่รู้สึกเลย หรืออาจจะไม่รู้สึกว่าลูกกำลังดิ้นอยู่อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าลูกจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ตาม เพราะว่าในช่วงนี้ทารกในครรภ์ของคุณแม่นั้นยังมีขนาดตัวที่เล็กมาก จึงทำให้คุณแม่ไม่สามารถนับได้ว่าลูกดิ้นกี่ครั้ง และเป็นช่วงที่ไม่จำเป็นนับการดิ้นของลูกด้วย
- ช่วงอายุครรภ์ไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่อาจจะเริ่มรู้สึกได้ว่าทารกในครรภ์มีการดิ้น เพราะว่าทารกมีการเจริญเติบโต และพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นจากช่วงไตรมาสที่ 1 แต่ว่าอาจจะยังสังเกต หรือนับจำนวนการดิ้นได้ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก
- ช่วงอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 28 – 31 เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน หรือช่วงเดือนที่ 1 ของไตรมาสที่ 3 โดยในช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณแม่จะต้องเริ่มนับจำนวนการดิ้นของทารกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนครั้งการดิ้นของลูกในแต่ละวันในช่วงอายุครรภ์ 28-31 สัปดาห์นั้นจะต้องอยู่ประมาณที่ 3 ครั้ง ภายใน 1 ชั่วโมง หรือประมาณ 10 ครั้งขึ้นไป ภายใน 10-12 ชั่วโมง
- ช่วงอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 32 – 35 เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 8 เดือน หรือช่วงเดือนที่ 2 ของไตรมาสที่ 3 โดยในช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณแม่จะรู้สึกถึงการดิ้นของทารกได้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าช่วงเดือนก่อนๆ ที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนครั้งการดิ้นของลูกในแต่ละวันในช่วงอายุครรภ์ 32-35 สัปดาห์นั้นจะต้องอยู่ประมาณที่ 3 ครั้งขึ้นไป ภายใน 1 ชั่วโมง หรือประมาณ 10-15 ครั้งขึ้นไป ภายใน 10-12 ชั่วโมง
- ช่วงอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 36 – 40 เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 9 เดือน หรือช่วงเดือนที่ 3 ของไตรมาสที่ 3 ที่ถือว่าเป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ โดยในช่วงนี้คุณแม่อาจจะรู้สึกได้ทั้งลูกดิ้นมากขึ้น หรือดิ้นน้อยลงกว่าช่วงเดือนที่แล้ว เพราะว่าเป็นช่วงใกล้คลอด และทารกในครรภ์มีขนาดตัวใหญ่ขึ้น อาจทำให้ทารกมีพื้นที่ในการขยับตัวน้อยลง ซึ่งจำนวนครั้งการดิ้นของลูกในแต่ละวันในช่วงอายุครรภ์ 36-40 สัปดาห์นั้นจะอยู่ประมาณที่ 3 ครั้ง ภายใน 1 ชั่วโมง หรือประมาณ 10 ครั้ง ภายใน 10-12 ชั่วโมง และถึงแม้ว่าทารกจะดิ้นน้อยลง แต่จะไม่ดิ้นน้อยกว่าจำนวนครั้งที่กล่าวมาข้างต้นอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ในช่วงนี้ถ้าหากทารกดิ้นน้อยลงผิดปกติ ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที
วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้นมีอะไรบ้าง?
สำหรับการดิ้นของทารกนั้นไม่ได้บ่งบอกได้แค่เพียงสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังสามารถบ่งบอกได้ว่าทารกในครรภ์มีการพัฒนาการ หรือมีการตอบสนองที่ดีสมกับช่วงวัยได้หรือไม่ด้วย โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่รู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กในครรภ์มีอัตราการดิ้นค่อนข้างน้อย และอยากจะกระตุ้นให้ลูกมีจำนวนการดิ้นให้ปกติ ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูถึงวิธีการกระตุ้นให้ลูกดิ้นแบบง่ายๆ เพื่อช่วยกระตุ้นระบบประสาท สมอง และความรู้สึก ที่จะทำให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยวิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้นที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำตามได้ทันที มีดังนี้
- นอนตะแคงซ้าย เป็นวิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้นที่คุณแม่จะต้องทำการนอนตะแคงไปทางด้านซ้าย เพราะว่าการนอนตะแคงซ้ายนั้นจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้เลือดสูบฉีดผ่านไปยังลูกน้อยมากขึ้น และส่งผลให้ทารกมีแรงที่จะเคลื่อนไหว หรือดิ้นให้คุณแม่รู้สึกได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นการนอนตะแคงซ้ายในช่วงที่กำลังนับจำนวนครั้งที่ลูกดิ้นนั้นยังทำให้คุณแม่สามารถเห็นการดิ้นของลูกได้ดี และนับได้ง่ายกว่าปกติอีกด้วย
- ลูบหน้าท้องเป็นวงกลม เป็นวิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้นที่คุณพ่อ หรือคุณแม่จะต้องใช้ฝ่ามือลูบไปที่บริเวณหน้าท้องของคุณแม่เป็นวงกลม โดยจะต้องสัมผัสเบาๆ และค่อยๆ ลูบช้าๆ เพื่อให้ทารกในครรภ์นั้นสามารถรับรู้ได้ถึงสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่ และเมื่อทารกรับรู้ถึงสัมผัสแล้ว ก็จะมีการเคลื่อนไหว หรือดิ้นให้เห็นได้อย่างชัดเจน
- พุดคุยกับทารกในครรภ์ เป็นวิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้นที่คุณพ่อ หรือคุณแม่จะต้องทำการพูดคุยกับทารกในครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่จะพูดเล่าถึงเรื่องราวในแต่ละวัน หรือคุยเรื่องอื่นๆ ก็ได้ พร้อมกับใช้มือสัมผัสในบริเวณหน้าท้องไปด้วย เพื่อให้ทารกได้รับรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังพูดคุยกับเขาอยู่ และทารกจะได้มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาด้วยการดิ้น หรือการเคลื่อนไหวนั่นเอง
- ฟังเพลง หรือเล่านิทาน เป็นวิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้นที่จะคล้ายๆ กับการพูดคุย แต่จะเปลี่ยนเป็นการให้ลูกฟังเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟังแทน โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะร้องเพลงให้ลูกฟังเอง เปิดเพลง ใช้หูฟังแนบไปที่ท้อง หรือเล่านิทานด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน เพื่อให้ทารกได้รับรู้ถึงการกระทำดังกล่าว และมีการเคลื่อนไหว หรือดิ้นกลับมาเป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวเล็กกำลังสนุกสนานกับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำให้อยู่
- กินอาหารที่มีรสชาติหวาน เป็นวิธีการกระตุ้นให้ลูกดิ้นที่คุณแม่หลายๆ คนน่าจะชอบกันเป็นอย่างมาก เพราะว่าวิธีนี้จะต้องอาศัยคุณแม่ให้กินอาหารที่มีรสชาติหวาน เช่น ผลไม้ที่มีรสหวาน ขนมหวาน น้ำหวาน หรืออาหารอื่นๆ ที่มีรสชาติหวาน โดยวิธีนี้จะสามารถช่วยกระตุ้นให้ลูกดิ้นได้เป็นอย่างดี เพราะการกินอาหารที่มีรสชาติหวานนั้นจะทำให้น้ำตาลในเลือดของคุณแม่มีปริมาณสูงขึ้น และถือว่าเป็นอีกปัจจัยหลักที่มีผลต่อการดิ้นของทารกในครรภ์โดยตรง แต่สิ่งที่สำคัญ คือ คุณแม่จะต้องกินในปริมาณที่พอดี และเลือกกินอาหารรสชาติหวานที่มีประโยชน์เท่านั้น เพราะถ้าหากกินในปริมาณเยอะเกินไป หรือกินแต่ของหวานที่ไม่มีประโยชน์ อาจส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่ และทารกในครรภ์ได้

อาการลูกดิ้นแบบไหนที่ควรรีบแพทย์ทันที
ถึงแม้ว่าอาการลูกดิ้นนั้นจะเป็นอาการที่บ่งบอกได้ถึงสุขภาพร่างกาย และพัฒนาการที่แข็งแรงสมบูรณ์ของทารก แต่ว่าก็ยังมีอาการลูกดิ้นที่คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังไว้ เพราะอาจเป็นอาการที่บ่งบอกว่าทารกในครรภ์ หรือสุขภาพร่างกายของคุณแม่นั้นมีความผิดปกติ ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูกันว่าอาการลูกดิ้นแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้คุณแม่ และทารกในครรภ์มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมากที่สุด โดยอาการลูกดิ้นที่ควรพบแพทย์ทันที มีดังนี้
- ทารกมีอัตราการดิ้นน้อยกว่าปกติ
- ทารกไม่มีอัตราการดิ้นเลย
- คุณแม่มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
- คุณแม่มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- คุณแม่มีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือหมดสติ
- คุณแม่มีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง
- คุณแม่มีอาการท้องเสีย หรือถ่ายไม่หยุด
- คุณแม่มีอาการหายใจไม่ออก หรือหายใจลำบาก
- คุณแม่มีอาการบวมตามร่างกาย เช่น มือ เท้า หรือใบหน้า
- คุณแม่มีตกขาว หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด
- คุณแม่มีอาการมองเห็นไม่ชัด หรือตาพร่ามัว
ดังนั้น ถ้าหากทารกในครรภ์ หรือคุณแม่มีอาการใดอาการหนึ่งที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที หรือเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติ หรือมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดครรภ์เป็นพิษได้ และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นทารกในครรภ์เสียชีวิตได้
❓ Q&A ตอบชัดทุกข้อสงสัย: เรื่องลูกดิ้นที่แม่ต้องรู้
ทำไมต้องจดลง “สมุดสีชมพู” ทุกวัน?
บก. ฟันธง: เพราะสมุดเล่มนี้คือ “ประวัติสุขภาพเล่มเดียว” ที่ตามตัวคุณแม่ไปทุกที่ค่ะ
ช่วยคุณหมอวินิจฉัย: เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน คุณหมอจะดู “กราฟลูกดิ้น” ในสมุดสีชมพูเพื่อประเมินภาวะขาดออกซิเจนของทารกได้ทันที
แม่เห็นความผิดปกติก่อน: การจดช่วยให้แม่สังเกต “Pattern” การดิ้นที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การเดาด้วยความรู้สึก
ลูกดิ้นน้อยลง เกิดจากอะไร? (และต้องทำอย่างไร)
สิ่งที่แม่ต้องรู้: สาเหตุมีตั้งแต่ “ลูกแค่หลับ” ไปจนถึง “สายสะดือพันคอ” หรือ “รกเสื่อม”
Don’t Guess: อย่าเสียเวลานั่งเดาสาเหตุเองค่ะ
Action Plan: หากนับแล้วได้ไม่ถึง 10 ครั้งใน 12 ชม. หรือหลังมื้ออาหารนับแล้วไม่ถึง 3 ครั้ง “ให้ไปโรงพยาบาลทันที” ไม่ต้องรอสังเกตอาการข้ามคืน เพราะนี่คือสัญญาณที่ลูกบอกว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย
ลูกดิ้นเก่งเกินไป ดิ้นจนเจ็บ เป็นอันตรายไหม?
บก. ฟันธง: “ดิ้นเก่ง ดีกว่าดิ้นน้อย” ค่ะ
ทำไมถึงดิ้นเยอะ: ลูกอาจจะตัวใหญ่ขึ้น มีพลังเยอะ หรือได้รับน้ำตาลจากอาหารที่แม่ทาน (โดยเฉพาะของหวาน)
ความปกติ: หากดิ้นสม่ำเสมอแต่แรงขึ้น ไม่ถือเป็นอันตราย แสดงว่าพัฒนาการกล้ามเนื้อของลูกแข็งแรงดีมากค่ะ
บทสรุปจากกองบรรณาธิการ: การนับลูกดิ้นคือ “สายใย” ที่ช่วยชีวิตลูกได้
การนับลูกดิ้นไม่ใช่แค่ภารกิจที่คุณหมอสั่งให้ทำ แต่คือ “บทสนทนาประจำวัน” ระหว่างคุณแม่และเจ้าตัวเล็กในครรภ์ค่ะ ทุกครั้งที่ลูกเตะหรือโก่งตัว นั่นคือสัญญาณบอกว่าพัฒนาการทารกในครรภ์ยังคงเดินหน้าไปอย่างแข็งแรง และที่สำคัญที่สุด การจดบันทึกลง สมุดสีชมพู อย่างสม่ำเสมอ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณหมอตรวจพบความเสี่ยงได้ล่วงหน้า ก่อนที่เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น
ParentSmart ฟันธง: อย่าละเลยแม้เพียงวันเดียวค่ะ! หากวันนี้ลูกนิ่งเกินไป หรือดิ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่นับไว้ อย่ารอดูอาการจนถึงเช้า ความปลอดภัยของลูกรอไม่ได้ “เมื่อไหร่ที่สงสัย ให้ไปหาหมอทันที” เพราะสัญชาตญาณของแม่และความใส่ใจในการนับลูกดิ้น คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของคุณค่ะ
📚 ข้อมูลอ้างอิงและแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ (References)
เพื่อให้คุณแม่มั่นใจในทุกข้อมูลที่ได้รับ ParentSmart อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ดังนี้ค่ะ:
- Tommy’s Charity (UK): Baby’s movements in pregnancy – เจาะลึกสัญญาณอันตรายและสิ่งที่ควรทำเมื่อลูกดิ้นน้อยลง
- Pregnancy, Birth and Baby (Australian Government): Baby movements during pregnancy – คู่มือการสังเกตการเคลื่อนไหวของทารกในแต่ละไตรมาสอย่างละเอียด
- What to Expect: Fetal Movement: When You’ll Feel Your Baby Move – ตอบข้อสงสัยว่าลูกดิ้นแต่ละระยะให้ความรู้สึกอย่างไร
- Healthline: How to Make Your Baby Move in the Womb – รวมเทคนิคการกระตุ้นให้ลูกดิ้นอย่างปลอดภัย
- Pampers: Quickening: When Can You Feel Your Baby Move? – ข้อมูลเรื่องการเริ่มดิ้นครั้งแรก (Quickening) สำหรับแม่มือใหม่
- Parents: Fetal Movement: A Week-by-Week Guide to Baby’s Kicks – ไกด์ไลน์ตารางการเคลื่อนไหวรายสัปดาห์
- The Bump: When Can Other People Feel Baby Kick? – ช่วงเวลาที่คนรอบข้างหรือคุณพ่อจะเริ่มสัมผัสลูกดิ้นได้จากภายนอก
- Cow & Gate Baby Club: Baby movements: Your guide to fetal kicks – พื้นฐานการนับลูกดิ้นที่แม่ควรรู้
หมายเหตุจาก ParentSmart: > เนื้อหาในบทความนี้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับคุณแม่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ร่างกายของคุณแม่และทารกแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ข้อมูลนี้ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณแม่พบสัญญาณอันตราย เช่น ลูกดิ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มีเลือดออก หรือปวดท้องรุนแรง กรุณาติดต่อสถานพยาบาลที่ท่านฝากครรภ์ทันทีเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์