แม่ๆ ที่กำลังตั้งใจ อยากมีลูก และพยายามนับวันไข่ตก มาหลายเดือนแต่ยังไม่สำเร็จ อย่าเพิ่งท้อค่ะ! บางทีเราอาจจะพลาด “สัญญาณลับ” จากร่างกายที่แม่นยำยิ่งกว่าแอปฯ นับรอบเดือน นั่นคือ “มูกไข่ตก” ค่ะ
มูกตัวนี้ไม่ใช่แค่ตกขาวธรรมดา แต่มันคือ “ดัชนีชี้วัดความพร้อม” ที่บอกว่าไข่กำลังจะมา และเป็นช่วงที่อสุจิจะเดินทางได้สะดวกที่สุด บทความนี้ดิฉันจะขอ ฟันธง ให้ชัดว่ามูกแบบไหนคือ “ของจริง” และแบบไหนที่แม่ต้องระวัง ตามมาหาคำตอบกันค่ะ!
Table of Contents
💡 Key Takeaways
- มูกใส ยืดได้ (คล้ายไข่ขาวดิบ) = “นาทีทอง” ร่างกายพร้อมมีน้องที่สุด ให้ทำการบ้านทันที!
- มูกไม่ใช่ตกขาวปกติ แต่มันคือ “ทางด่วน” ที่ช่วยพาสเปิร์มไปหาไข่ได้เร็วและรอดชีวิตได้นานขึ้น
- ถ้ามูกขุ่น มีกลิ่น หรือคัน ไม่ใช่เรื่องปกติของไข่ตก แต่เป็นสัญญาณการติดเชื้อที่ต้องหาหมอ
⚠️ ParentSmart Note: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ได้ หากคุณแม่มีอาการผิดปกติหรือกังวลใจ แนะนำให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์โดยตรงเพื่อความปลอดภัยที่สุดค่ะ

มูกไข่ตก คืออะไร? ทำไมอยากท้องต้องรู้จัก
มูกไข่ตก (Cervical Mucus) ไม่ใช่แค่เรื่องเลอะเทอะค่ะคุณแม่ แต่มันคือ “ดัชนีชี้วัดความพร้อม” ของมดลูก เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนพุ่งสูงขึ้นก่อนไข่จะตก ปากมดลูกจะผลิตมูกนี้ออกมาเพื่อเปลี่ยนสภาพในช่องคลอดจาก “กรด” ให้เป็น “ด่าง” เพื่อให้เหล่าน้องอสุจิเดินทางไปผสมกับไข่ได้อย่างปลอดภัย
ลักษณะของมูกไข่ตกของแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนก็ต่างกันไปนั่นเอง นอกจากนั้นระยะเวลารอบเดือนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
หลักๆ แล้วฮอร์โมนเอสโตรเจนและระยะเวลาใกล้ไข่ตกจะเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อลักษณะของมูกมากที่สุด สามารถแบ่งลักษณะได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้
- ระยะที่ 1 แห้ง หรือไม่มีเลย เกิดขึ้นประมาณวันที่ 1-4 ของรอบเดือน โอกาสตั้งครรภ์จะต่ำที่สุด
- ระยะที่ 2 เหนียว อาจเป็นสีขาวหรือสีเหลือง เกิดขึ้นประมาณวันที่ 4-6 ของรอบเดือน โอกาสตั้งครรภ์ยังคงต่ำอยู่
- ระยะที่ 3 เนื้อครีม เหมือนโยเกิร์ต เนื้อเรียบเนียน และมักเป็นสีขาว บางคนอาจเหนียวเหนอะ จะเป็นลักษณะนี้ในประมาณวันที่ 7-9 ของรอบเดือน โอกาสตั้งครรภ์สูง
- ระยะที่ 4 เหลว ลื่น ยืดได้ คล้ายไข่ขาวดิบ เกิดขึ้นประมาณวันที่ 10-14 ของรอบเดือน เป็นสัญญาณว่าไข่ใกล้ตกมาก โอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด เหมาะกับการมีเพศสัมพันธ์หากต้องการตั้งครรภ์
และเมื่อไข่ตกไปแล้ว มูกมักจะกลับไปเป็นลักษณะแห้งหรือเหนียวนั่นเอง
โดยสรุปแล้วมูกไข่ตกจะเป็นสีใสและลื่นเหมือนไข่ขาวดิบช่วงใกล้ตกไข่
ปัจจัยที่ทำให้ลักษณะของมูกไข่ตกเปลี่ยนไป
ปัจจัยหรือเงื่อนไขทางสุขภาพบางอย่างอาจทำให้มูกไข่ตกมีลักษณะต่างออกไปจากลักษณะในหัวข้อข้างต้น หรืออาจจะทำให้ไม่ได้มีลักษณะตรงตามช่วงเวลาที่ควรจะเป็นตามรอบเดือนก็ได้ ปัจจัยเหล่านั้น เช่น
- รอบเดือนไม่ปกติ
- การติดเชื้อในช่องคลอด เช่น การติดเชื้อยีสต์หรือภาวะแบคทีเรียในช่องคลอด
- การผ่าตัดที่ปากมดลูก
- ความเครียด
- การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดมีฮอร์โมน
- ยาและอาหารบางประเภท
- การใช้สารหล่อลื่นไม่ว่าจะเป็นการใช้ระหว่างเพศสัมพันธ์หรือใช้เพื่อการตรวจอุ้งเชิงกราน
- การให้นมลูก
- การสวนล้างช่องคลอด
- เป็นคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
- อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือนช่วงต้น หรือช่วงวัยกำลังจะหมดประจำเดือน
- การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
- ช่องคลอดอักเสบ
มูกไข่ตก กับตกขาว เหมือนกันไหม
จริงๆ แล้วคำนิยามของมูกไข่ตกกับตกขาวนั้นไม่เหมือนกัน
ตกขาว คือของเหลวหรือสารคัดหลั่งใดๆ ที่ไหลออกมาจากบริเวณช่องคลอด ในขณะที่มูกไข่ตกนั้นจะหมายถึงของเหลวที่ปากมดลูกผลิตออกมาเท่านั้น แต่ก็จะไหลออกมาจากบริเวณช่องคลอดเหมือนกัน
จะเห็นว่านิยามค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยตกขาวมีความหมายกว้างกว่า แต่ก็อาจครอบคลุมนิยามไปถึงมูกไข่ตกด้วย ดังนั้น คนจึงมักนิยมใช้ทั้งสองคำนี้สลับกันไปมา หรือใช้เรียกแทนกัน
มูกไข่ตก กับสารหล่อลื่น เหมือนกันไหม
ไม่เหมือน
สารหล่อลื่นตามธรรมชาติของร่างกายเป็นของเหลวที่ต่อมบาร์โทลินบริเวณช่องคลอดผลิตขึ้นมาเมื่อถูกกระตุ้นทางเพศ หรือมีอารมณ์ทางเพศ มีหน้าที่หล่อลื่นช่องคลอดเพื่อลดแรงเสียดสี ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับรอบเดือน ส่วนมูกไข่ตกจะเป็นสิ่งที่หลั่งออกมาเป็นปกติทุกรอบเดือน สัมพันธ์กับไข่ตก และฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นหลัก
แม่ๆ มักถามว่า “แล้วต้องยืดแค่ไหนถึงจะเรียกว่าไข่ตก?” มาดูตารางสรุปนี้เลยค่ะ
| ระยะ | ลักษณะมูก | ระดับโอกาสตั้งครรภ์ | คำแนะนำจาก Editor |
| ระยะเริ่มแรก | แห้ง หรือไม่มีมูกเลย | ต่ำมาก | พักผ่อนให้เต็มที่ค่ะ |
| ระยะเตรียมพร้อม | เหนียว ขุ่น คล้ายแป้งเปียก | ต่ำ | เริ่มบำรุงร่างกายได้เลย |
| ระยะเริ่มชื้น | เป็นครีม คล้ายโยเกิร์ต | ปานกลาง | เตรียมตัว “ทำการบ้าน” ในอีก 1-2 วัน |
| ระยะพีค (นาทีทอง) | ใส ลื่น ยืดได้ > 1 นิ้ว (คล้ายไข่ขาวดิบ) | สูงสุด (A+++) | ฟันธง: คืนนี้ต้องมีกิจกรรมค่ะ! |
3 วิธีเช็กมูกไข่ตกให้แม่นยำ (Step-by-Step)
- ล้างมือให้สะอาด: สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ช่องคลอด
- ใช้นิ้วชี้สอดเบาๆ: ปาดมูกบริเวณใกล้ปากมดลูก (ไม่ต้องลึกมากค่ะ)
- การ “ทดสอบยืด”: เอามูกมาไว้ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ แล้วค่อยๆ ดึงห่างกัน
- ถ้าขาดทันที = ยังไม่ใช่
- ถ้ายืดได้ยาวเกิน 1-2 นิ้วโดยไม่ขาด = นี่แหละคือมูกไข่ตกของจริง!
ข้อควรรู้ก่อนเช็กมูกไข่ตก
- อย่าเช็กหลังมีเพศสัมพันธ์
ควรรอก่อน 2-3 ชั่วโมง หรือ 2-3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์จึงค่อยตรวจ นอกจากนี้ ให้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบเมื่อรู้สึกถูกกระตุ้นทางเพศ
เนื่องจาก เมื่อถูกกระตุ้นทางเพศจะมีการหลั่งสารหล่อลื่นออกมาทางช่องคลอด แม้ว่าหน้าตาจะไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว แต่อาจจะทำให้สับสน แยกไม่ออกได้
- ลองสังเกตหลังจากการขับถ่าย
การตรวจสอบมูกไข่ตกหลังจากการขับถ่ายอาจจะช่วยให้เห็นมูกได้ชัดขึ้น หรือหาได้ง่ายขึ้นหรือแม่นยำขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนไหวของลำไส้อาจทำให้มูกที่อยู่ใกล้ปากช่องคลอดเคลื่อนตัวลงมาต่ำลง
ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดหากจะตรวจมูกหลังขับถ่ายคือจะต้องล้างมือให้สะอาด ไม่อย่างนั้นจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะหลังขับถ่ายนั้นก็เสี่ยงขึ้น เนื่องจากเสี่ยงจะสัมผัสกับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่กับอุจจาระมาก่อนหน้านั่นเอง
- การตรวจมูกไข่ตกอาจไม่ได้ผลสำหรับผู้ที่เป็น PCOS
สำหรับคนที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือ Polycystic Ovary Syndrome: PCOS ซึ่งเป็นความปกติที่เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมน การตรวจมูกไข่ตกอาจจะไม่ได้ช่วยทำนายเรื่องโอกาสการตั้งครรภ์ได้มากนัก เพราะผู้ที่เป็น PCOS อาจมีมูกมากกว่าปกติอยู่แล้ว และไม่ได้มาตรงตามรอบเดือน
- ยาบางชนิดอาจทำให้มูกไข่ตกเปลี่ยนแปลงไป
ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ทำให้มูกแห้งกว่าปกติ กรณีนี้อาจจะเช็กไม่พบมูกปากมดลูก แม้ว่าจะกำลังอยู่ในช่วงของการตกไข่ก็ตาม
สำหรับผู้ที่มีเงื่อนไขทางสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับภาวะถุงน้ำรังไข่ หรือจากการใช้ยาก็ตาม แนะนำให้ลองใช้เครื่องมือตรวจการตกไข่เพื่อทำนายการตกไข่และหาโอกาสตั้งครรภ์แทน
มูกไข่ตก ท้องไหม
มูกไข่ตกที่เป็นลักษณะสีใส ยืด เหมือนไข่ขาว เป็นมูกที่บ่งบอกว่าไข่ใกล้จะตกและเป็นช่วงที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงสุดหากมีเพศสัมพันธ์
จากนั้น หากไข่ตกแล้วไม่ได้รับการผสมกับอสุจิจนหมดช่วงไข่ตกไป มูกก็จะเปลี่ยนเป็นมูกเหนียว หรือหายไปไม่พบอีก
ในขณะเดียวกัน หากหลังตกไข่ไปแล้ว ยังพบมูกใสอยู่ แปลว่ามีโอกาสตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบมูกนี้ไม่ได้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์โดยใช้ที่ตรวจครรภ์จะดีที่สุด

มีวิธีเพิ่มคุณภาพมูกไข่ตกได้ไหม
อย่างที่กล่าวว่ามูกไข่ตกมีหน้าที่ช่วยให้สเปิร์มไปผสมกับไข่ ดังนั้นหากมีมูกไข่ตกที่คุณภาพดี (Fertile cervical mucus) ก็มีส่วนช่วยให้โอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้นได้ด้วย ได้ยินแบบนี้แล้วใครที่วางแผนอยากมีน้องคงจะอยากจะเพิ่มคุณภาพของมูกไข่ตกกันเลยใช่ไหม บอกเลยว่าทำได้ และเป็นวิธีธรรมชาติด้วย โดยหลักการคือการรักษาร่างกายให้สมดุล เพื่อให้ฮอร์โมนทำงานได้ดีนั่นเอง
มาดูเคล็ดลับกันเลย
- นอนหลับเพียงพอ การนอนหลับส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากนอนไม่พอก็จะส่งผลต่อความเครียด และฮอร์โมน ซึ่งรวมไปถึงฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายหลั่งมูกไข่ตกนี้ออกมาด้วย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะสำรองน้ำไว้สำหรับการทำงานในร่างกายส่วนที่สำคัญๆ ก่อนจนหมด ทำให้ไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยงบริเวณปากมดลูก ปาดมดลูกก็จะไม่ชื้น ซึ่งไม่ดีต่อการเจริญพันธ์
- ดูแลโภชนาการให้ได้รับสารอาหารสมบูรณ์ โดยเฉพาะโอเมก้า 3 วิตามิน C
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อความแข็งแรงต่อสุขภาพโดยรวมและการไหลเวียนเลือดที่ดี
- ดูแลช่องคลอดไม่ให้มีภาวะช่องคลอดแห้ง ทำได้โดยหลีกเลี่ยงถุงยางที่มีสาร nonoxynol-9 เมื่อมีเพศสัมพันธ์ บริหารร่างกายบริเวณเชิงกรานเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด บริโภคอาหารที่มีโพรไบโอติก รวมทั้งผักและผลไม้ งดบุหรี่
- อย่าพยายามล้างมูกออก นอกจากมูกไข่ตกจะช่วยให้เสปิร์มเคลื่อนที่ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันเชื้อโรคด้วย ไม่ได้เป็นสิ่งที่สกปรกหรือผิดหลักอนามัย ดังนั้นอย่าไปพยายามฉีดน้ำใส่ หรือสวนล้างมูกออกมา นอกจากอาจทำให้ภาวะเจริญพันธุ์ลดลงแล้ว ยังไม่ดีต่อสุขภาพช่องคลอดด้วย
- ระมัดระวังในการทานอาหารเสริม แนะนำให้ผู้ที่ต้องการตั้งครรภ์ปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนที่จะทานอาหารเสริมใดๆ ก็ตาม เนื่องจากร่างกายแต่ละคนมีสภาวะไม่เหมือนกัน รวมถึงอาหารเสริมอาจเข้าไปทำปฏิกิริยากับยาอย่างอื่นที่รับประทานอยู่หรือภาวะที่เป็นอยู่ ทำให้เป็นอันตรายได้ อาทิ บางคนเชื่อว่าอาหารเสริมที่วิตามินอีจะช่วยเรื่องระบบสืบพันธ์ แต่อาจไม่ทราบรายละเอียดว่า หากกำลังรับประทานยาเจือจางเลือด ไม่ควรรับประทานวิตามินอี 7 กรดอะมิโนแอล-อาร์จินีน เพราะจะเป็นอันตราย เป็นต้น ดังนั้นการเลือกทานอาหารเสริมขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของสุขภาพแต่ละคนเป็นหลัก จึงแนะนำปรึกษาบุคลากรทางแพทย์ก่อนนั่นเอง
มูกไข่ตกแบบไหน ควรพบแพทย์
- มีกลิ่นรุนแรง
- มีสีเขียวหรือเขียวเหลืองเข้มกว่าปกติ รวมถึงหนากว่าปกติ
- มีเลือดปนกับมูก แม้ว่าจะไม่ได้มีประจำเดือนอยู่
- ช่องคลอดคัน แสบร้อน หรือบวม
สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกว่าอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการรักษา
📝 Editor’s Summary: สรุปสิ่งที่แม่ต้องโฟกัส
- สิ่งที่ควรโฟกัส: วันที่มีมูกใสและลื่นที่สุด (Peak Day) คือวันที่โอกาสท้องสูงกว่าวันอื่นๆ หลายเท่า
- สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: หากมูกเปลี่ยนเป็นสีขุ่นหรือแห้งทันทีหลังผ่านช่วงไข่ตกไปแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติของวงจรฮอร์โมนค่ะ
- สัญญาณที่ควรพบแพทย์: มูกสีเขียว/เหลือง, มีกลิ่นเหม็นคาว, คันช่องคลอด หรือมีเลือดปน (ที่ไม่ใช่เลือดล้างหน้าพยาบาท)
มาแล้วค่ะทีมงาน! ในส่วนของ FAQ (คำถามที่พบบ่อย) ดิฉันจะไม่อธิบายแบบอ้อมค้อม แต่จะเน้นถามจริง-ตอบตรง ตามสไตล์ ParentSmart เพื่อให้คุณแม่ที่กำลังรีบอ่านได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดค่ะ
นี่คือ FAQ ที่คัดมาแล้วว่าเป็นสิ่งที่แม่ๆ อยากรู้มากที่สุด:
❓ ถาม-ตอบ ข้อสงสัยเรื่อง “มูกไข่ตก” (ParentSmart FAQ)
Q: เจอมูกใสๆ แบบนี้ แปลว่าท้องแล้วหรือเปล่า?
A: ฟันธงว่า “ไม่ใช่สัญญาณการตั้งครรภ์” ค่ะ มูกใสยืดได้คือสัญญาณว่า “ไข่กำลังจะตก” (เป็นช่วงที่ควรมีเพศสัมพันธ์) แต่ไม่ใช่สัญญาณว่ามีการปฏิสนธิแล้ว หากแม่จะเช็กว่าท้องไหม ต้องรอให้ผ่านช่วงไข่ตกไปแล้วประมาณ 10-14 วัน แล้วใช้ [ที่ตรวจครรภ์] จะแม่นยำที่สุดค่ะ
Q: มูกไข่ตกมีกี่วันกันแน่ ทำไมบางคนบอกมีเป็นสิบวัน?
A: ต้องแยกให้ออกค่ะ! ถ้านับมูกทุกประเภทในรอบเดือนอาจจะมีหลายวัน แต่ถ้าเป็น “มูกนาทีทอง” (Fertile Mucus) ที่ใสและยืดได้เหมือนไข่ขาว มักจะปรากฏอยู่แค่ 2-3 วัน เท่านั้นค่ะ ใครที่ [อยากมีลูก] ต้องเฝ้าระวังช่วง 48 ชั่วโมงนี้ให้ดี ถ้าเจอแล้วอย่ารอช้าค่ะ!
Q: ถ้าไม่มีมูกไข่ตกเลย จะมีลูกได้ไหม?
A: ท้องได้ค่ะ แต่เหนื่อยหน่อย เพราะมูกคือตัวช่วยให้อสุจิมีชีวิตรอดได้นานขึ้น (สูงสุด 5 วัน) ถ้าไม่มีมูกเลยอสุจิอาจตายก่อนเจอไข่ สาเหตุที่ไม่มีมูกอาจเกิดจากดื่มน้ำน้อย ความเครียด หรือยาบางชนิด แนะนำให้เน้นนับวัน [ไข่ตก] โดยใช้ชุดตรวจแบบปัสสาวะควบคู่ไปด้วยจะชัวร์กว่าค่ะ
Q: แยกไม่ออกระหว่าง “มูกไข่ตก” กับ “น้ำเชื้อของคุณพ่อ” ทำอย่างไรดี?
A: วิธีแยกง่ายๆ (Editor’s Secret): * มูกไข่ตก: จะยืดได้ยาว ไม่ขาดง่าย และเมื่อหย่อนลงในแก้วน้ำจะจับตัวเป็นก้อนจมลงก้นแก้ว
น้ำเชื้อ (Semen): มักจะเหลวกว่า ขาวขุ่น และจะละลายไปกับน้ำ ไม่จับตัวเป็นก้อนยืดๆ ค่ะ
คำแนะนำ: ไม่ควรเช็กมูกทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ ให้รออย่างน้อย 12-24 ชั่วโมงค่ะ
Q: มูกสีขาวขุ่น แป้งเปียก คืออะไร?
A: คือมูกช่วง “ไม่พร้อมท้อง” ค่ะ ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อ “ปิดประตู” ปากมดลูกไม่ให้อสุจิหรือเชื้อโรคเข้าไป เป็นช่วงที่โอกาสท้องต่ำมากค่ะ
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer): เนื้อหาในบทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, AAP และ CDC) เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมูกไข่ตกและภาวะเจริญพันธุ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ร่างกายของคุณแม่แต่ละท่านมีความแตกต่างกัน ข้อมูลนี้ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการวินิจฉัยโรค หรือใช้แทนคำปรึกษา การตรวจรักษา และความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้
ParentSmart สนับสนุนให้คุณแม่ปรึกษาสูตินรีแพทย์ทุกครั้งเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพทางนรีเวช หรือพบสัญญาณเตือนที่ผิดปกติ เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมและแม่นยำที่สุดสำหรับคุณแม่เองค่ะ
สรุป
มูกไข่ตกเป็นมูกที่มดลูกผลิตขึ้นมาตามธรรมชาติเมื่อไข่ใกล้จะตกในแต่ละรอบเดือน มีหน้าที่ช่วยให้สเปิร์มว่ายไปหาไข่ได้ง่ายขึ้น วิธีการสังเกตคือหากมูกมีลักษณะยืด สีใส คล้ายไข่ขาวดิบ ถือว่าเป็นช่วงที่ใกล้ไข่ตกเต็มที่ หากมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด
ใครที่กำลังอยากจะเป็นคุณแม่ ควรจะดูแลร่างกายให้สมดุล เพื่อให้ร่างกายผลิตมูกไข่ตกคุณภาพดีมาช่วยเพิ่มโอกาสมีน้องให้อีกแรง
ข้อมูลอ้างอิง
1.Planned Parenthood [Online] : “What’s the cervical mucus method of FAMs?”
2. Jeannette Moninger Medically reviewed by Lulu Zhao, M.D. [Online] : “What Cervical Mucus Looks Like When You’re Fertile”
3.Rachel Gurevich, RN Medically reviewed by Anita Sadaty, MD [Online] : “How to Check Your Cervical Mucus”
4.Clevelandclinic.org [Online] : “Cervical Mucus”