Home เตรียมคลอด & หลังคลอดผ่าคลอดบล็อกหลัง เจ็บไหม? สรุปข้อดี-ข้อเสีย และสิ่งที่แม่ต้องเจอในห้องผ่าตัด (ฉบับฟันธง!)

ผ่าคลอดบล็อกหลัง เจ็บไหม? สรุปข้อดี-ข้อเสีย และสิ่งที่แม่ต้องเจอในห้องผ่าตัด (ฉบับฟันธง!)

0 comments
บล็อกหลัง

จะเลือกคลอดแบบไหนดี? คำถามนี้ทำเอา [คุณแม่มือใหม่] หลายคนนอนไม่หลับเลยค่ะ โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องการ [ผ่าคลอด] ซึ่งมีทางเลือกหลักคือ “การดมยาสลบ” และ “การบล็อกหลัง”

ในปัจจุบัน การผ่าคลอดบล็อกหลัง กลายเป็น Gold Standard ที่คุณหมอส่วนใหญ่เชียร์และคุณแม่ไว้วางใจ เพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้แม่ ‘ไร้ความเจ็บปวด’ แต่ยังมีสติครบถ้วนเพื่อรอฟังสัญญาณชีพแรกของลูกรัก วันนี้ ParentSmart จะพาไปเจาะลึกแบบ ‘ฟันธง’ ทุกประเด็นที่แม่กังวล ตั้งแต่เข็มบล็อกหลังเจ็บแค่ไหน? อาการข้างเคียงมีอะไรบ้าง? ไปจนถึงเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อให้แม่มั่นใจและพร้อมหยิบ [ของเตรียมคลอด] มุ่งหน้าสู่ห้องคลอดอย่างมีความสุข… รายละเอียดที่แม่ต้องรู้มีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลยค่ะ!

⚠️ หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้เพื่อประเมินแผนการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อยนะคะ

💡 Key Takeaways: สรุปสั้นๆ สำหรับแม่เวลาน้อย

  • เจ็บน้อยกว่าที่คิด: ตอนแทงเข็มบล็อกหลัง จะรู้สึกตึงๆ หรือเจ็บจี๊ดพอๆ กับตอนฉีดยาที่แขน เพราะคุณหมอจะฉีดยาชาให้ก่อน
  • ได้ยินเสียงแรกของลูก: ข้อดีที่สุดคือแม่จะ “ตื่น” อยู่ตลอดเวลา ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงร้องแรกของลูกทันที ช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นแม่ได้ดีเยี่ยม
  • ปลอดภัยต่อลูกมากกว่า: ยาชาจะทำงานเฉพาะจุด ไม่ผ่านกระแสเลือดไปทำให้ลูกซึมเหมือนการดมยาสลบ

บล็อกหลังคืออะไร? กุญแจสำคัญที่ช่วยให้แม่ “ไม่เจ็บ” แต่ “ตื่นมาเจอ” ลูกรัก

การบล็อกหลัง คือ การฉีดยาระงับความรู้สึกเข้าที่บริเวณช่องไขสันหลัง เพื่อทำให้ร่างกายช่วงล่าง (ตั้งแต่ลิ้นปี่ลงไปจนถึงปลายเท้า) รู้สึกชาจนไม่รู้สึกเจ็บ

แม่ฟันธงให้เลยว่า: นี่คือ “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับการผ่าคลอดปกติ เพราะแม่จะยังรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ซึมยา และที่สำคัญที่สุดคือ แม่จะได้เห็นหน้าลูกและได้ยินเสียงร้องแรกของชีวิต พร้อมถ่ายรูปครอบครัวในห้องผ่าตัดได้ทันที ซึ่งการดมยาสลบให้ไม่ได้ค่ะ!

  • ความรู้สึกขณะทำ: ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาตึงๆ หรือหนักๆ ที่ช่วงขา แต่ความเจ็บปวดจะหายไปปลิดทิ้ง
  • ความปลอดภัย: ยาชาจะทำงานเฉพาะจุด ไม่ซึมเข้ากระแสเลือดไปถึงลูกน้อยเหมือนการดมยาสลบ ลูกจึงเกิดมาสดใส ไม่ซึมยาค่ะ

บล็อกหลังมีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้เป๊ะกับสถานการณ์แม่

คุณแม่หลายคนอาจสับสนว่าต้องเลือกแบบไหน จริงๆ แล้ว “วิสัญญีแพทย์” จะเป็นผู้ช่วยเลือกตามความเหมาะสมของเคสเราค่ะ แต่แม่ควรรู้ความต่างของ 2 แบบหลักๆ ดังนี้:

1. การบล็อกหลังแบบ Spinal Block (สไปนอล) – “รวดเร็ว ทันใจ ชาแน่นอน”

วิธีนี้คือการฉีดยาชาเข้าไปในช่องน้ำไขสันหลังโดยตรงด้วยเข็มขนาดเล็กมาก

  • จุดเด่น: ออกฤทธิ์ไวมาก (ภายในไม่กี่นาที) ชาแบบสะใจ ไม่รู้สึกเจ็บแน่นอน
  • เหมาะสำหรับ: เคสผ่าคลอดทั่วไปที่กำหนดเวลาแน่นอน หรือเคสฉุกเฉินที่ต้องรีบนำลูกออก เพราะคุณหมอไม่ต้องรอนาน
  • ข้อจำกัด: ยาจะออกฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น (แต่ก็เพียงพอสำหรับการผ่าคลอดที่ปกติใช้เวลาเพียง 45-60 นาทีค่ะ)

2. การบล็อกหลังแบบ Epidural (เอพิดูรัล) – “ใส่สาย เติมยาได้ยาวๆ”

เป็นการฉีดยาเข้าที่ช่องเหนือไขสันหลัง โดยคุณหมอจะคา “สายนำยาขนาดเล็ก” ทิ้งไว้ที่หลังแม่

  • จุดเด่น: สามารถเติมยาเพิ่มได้เรื่อยๆ ผ่านสายที่คาไว้ ช่วยคุมความเจ็บปวดได้ยาวนานจนถึงหลังผ่าตัด
  • เหมาะสำหรับ: คุณแม่ที่ต้องรอลุ้นคลอดธรรมชาติแต่สุดท้ายต้องเปลี่ยนเป็นผ่าคลอด หรือเคสที่การผ่าตัดอาจใช้เวลานานกว่าปกติ
  • ข้อจำกัด: ออกฤทธิ์ช้ากว่า Spinal และต้องใช้ทักษะความชำนาญในการวางสายสูงกว่าค่ะ

📝 Editor’s Summary: สรุปความต่างฉบับแม่ฟันธง

หัวข้อเปรียบเทียบSpinal Block (สไปนอล)Epidural (เอพิดูรัล)
ความเร็วในการออกฤทธิ์เร็วมาก (ทันที)ช้ากว่า (15-20 นาที)
การเติมยาทำไม่ได้ (ฉีดครั้งเดียวจบ)ทำได้ตลอด ผ่านสายนำยา
เหมาะกับใครผ่าคลอดปกติ / เคสฉุกเฉินเคสที่รอลุ้นคลอดนานๆ / คุมเจ็บหลังผ่า
ความรู้สึกชาแน่นสนิท ขยับขาไม่ได้เลยชาแต่ยังพอรู้สึกถึงแรงกดได้บ้าง

Editor’s Note: คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเลือกนะคะ ในวันผ่าตัดวิสัญญีแพทย์จะซักประวัติและฟันธงวิธีที่ดีที่สุดให้เราเอง หน้าที่ของแม่คือ “ทำใจให้สบายและฝึกหายใจลึกๆ” เพื่อรอเจอเจ้าตัวเล็กค่ะ

บล็อกหลัง VS ดมยาสลบ เลือกแบบไหนดี? สรุปสั้นๆ ให้แม่ตัดสินใจง่าย

คุณแม่หลายคนลังเลว่าจะ “หลับไปเลย” หรือ “ตื่นมาลุ้น” ดีกว่ากัน พี่ฟันธงให้เลยค่ะว่า “การบล็อกหลัง (Spinal Block) คือทางเลือกอันดับ 1 ที่คุณหมอแนะนำ” ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินจริงๆ มาดูเหตุผลกันค่ะว่าทำไม

หัวข้อการบล็อกหลัง (Spinal Block)การดมยาสลบ (General Anesthesia)
ระดับความรู้สึกตื่น 100% ได้ยินเสียงลูกร้องและเห็นหน้าลูกทันทีหลับไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกทีคือเสร็จแล้ว
ความปลอดภัยของลูกสูงมาก ยาไม่ผ่านรก ลูกเกิดมาจะสดใส ตื่นตัวยาสลบอาจผ่านรก ทำให้ลูกซึมหรือหลับตามแม่ได้
การฟื้นตัวฟื้นตัวเร็ว เดินได้ไว เจ็บแผลช้านานกว่าตื่นมาอาจมึนงง คลื่นไส้ และเจ็บแผลทันที
การให้นมแม่ทำได้ทันที (Skin-to-Skin) ตั้งแต่ในห้องผ่าตัดต้องรอแม่ฟื้นและหายมึนยาเสียก่อน

Editor’s Choice: ถ้าแม่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่บีบบังคับ พี่เชียร์ให้ “บล็อกหลัง” ค่ะ เพราะวินาทีที่ได้ยินเสียงลูกร้องและได้สัมผัสแก้มลูกครั้งแรกในห้องผ่าตัด คือความทรงจำที่เงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้!

ข้อดี-ข้อเสียของการบล็อกหลัง: เรื่องที่แม่ต้องเตรียมใจ (แบบไม่ต้องตกใจ)

ข้อดี-ข้อเสียของการบล็อกหลัง: เรื่องที่แม่ต้องเตรียมใจ (แบบไม่ต้องตกใจ)

เพื่อให้แม่พร้อม 100% พี่สรุปข้อดีที่เป็น “กำไร” และข้อเสียที่เป็น “ผลข้างเคียงชั่วคราว” มาให้แล้วค่ะ

✅ ข้อดี: ทำไมแม่ส่วนใหญ่ถึงเลือกวิธีนี้?

  1. นาทีทองของแม่ลูก: ไม่พลาดวินาทีประวัติศาสตร์ ได้เห็นหน้าลูกพร้อมคุณพ่อ (ถ้าโรงพยาบาลอนุญาต)
  2. ความเจ็บปวดมาหาช้าลง: ยาชาที่ค้างอยู่จะช่วยคุมความเจ็บได้นานถึง 2-4 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ทำให้แม่ไม่เจ็บแผล “กะทันหัน” เหมือนการดมยาสลบ
  3. ระบบหายใจปลอดภัยกว่า: แม่หายใจเองได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงจากการใส่ท่อช่วยหายใจ

⚠️ ข้อเสียและผลข้างเคียง: เรื่องปกติที่เดี๋ยวก็หาย

  1. อาการหนาวสั่น: เป็นเรื่องที่แม่เจอเกือบทุกคน! เกิดจากหลอดเลือดขยายตัว ไม่ได้เป็นเพราะแม่ป่วยนะคะ เดี๋ยวคุณพยาบาลจะเอาผ้าห่มอุ่นๆ มาช่วยค่ะ
  2. ขยับขาไม่ได้ชั่วคราว: ความรู้สึกจะเหมือนขาเป็นท่อนไม้ประมาณ 2-4 ชม. ไม่ต้องกังวลค่ะ พอหมดฤทธิ์ยาจะกลับมาวิ่งปร๋อแน่นอน
  3. ปัสสาวะลำบาก: ในช่วง 12 ชม. แรกอาจจะยังคุมการปัสสาวะไม่ได้ คุณหมอจึงต้องใส่สายสวนปัสสาวะไว้ให้ก่อนเพื่อความสะดวกของแม่ค่ะ
  4. ปวดหัว (Spinal Headache): อาจเกิดขึ้นได้ในแม่บางคน วิธีแก้คือ “นอนราบ” ตามคำแนะนำของคุณหมอและจิบน้ำบ่อยๆ ค่ะ

📝 Editor’s Summary: สรุปจบในตารางเดียว

สิ่งที่ควรโฟกัสสิ่งที่ยังไม่ต้องกังวลสัญญาณที่ควรพบแพทย์
การนอนราบ: หลังผ่าตัดต้องนอนราบตามที่หมอสั่ง (มักจะ 6-12 ชม.) เพื่อป้องกันอาการปวดหัวอาการหนาวสั่นหรือคันตามตัว: เป็นผลข้างเคียงปกติจากยาชา เดี๋ยวจะหายไปเองค่ะปวดหลังรุนแรง: ถ้าปวดตรงรอยเข็มจนขยับตัวไม่ได้ หรือมีหนองซึม
การจิบน้ำ: เมื่อหมออนุญาต ให้จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อช่วยขับยาและลดอาการปวดหัวขาชา: ความรู้สึกจะค่อยๆ กลับมาจากปลายเท้าขึ้นมาที่เอว ไม่ต้องรีบลุกนะคะขาอ่อนแรงเรื้อรัง: ผ่านไป 24 ชม. แล้วยังขยับขาไม่ได้ หรือชารุนแรงขึ้น
ความอุ่นใจ: เชื่อมั่นในวิสัญญีแพทย์ เพราะเขาจะอยู่ข้างหัวเตียงแม่ตลอดเวลาผ่าตัดปวดหลังทั่วไป: อาการปวดหลังจากการอุ้มท้องมา 9 เดือน มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะบล็อกหลังไข้สูงหรือปวดหัวรุนแรง: นอนราบแล้วก็ไม่หาย หรือปวดจนลืมตาไม่ขึ้น
อาการข้างเคียงหลังบล็อกหลัง: แบบไหนที่เรียกว่า "ปกติ" และแบบไหนที่ "ต้องระวัง"

อาการข้างเคียงหลังบล็อกหลัง: แบบไหนที่เรียกว่า “ปกติ” และแบบไหนที่ “ต้องระวัง”

ไม่ต้องกังวลไปค่ะคุณแม่ อาการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราวของร่างกายต่อยาชา ซึ่งจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือ 1-2 วัน โดยพี่ขอแยกออกมาให้แม่เห็นชัดๆ ดังนี้ค่ะ

1. อาการ “ปกติ” ที่เจอได้บ่อย (Common & Safe)

  • หนาวสั่น (Shivering): พบบ่อยมากค่ะ! เกิดจากยาชาทำให้หลอดเลือดขยายตัว ร่างกายจึงระบายความร้อนออกมา เดี๋ยวคุณพยาบาลจะเอาผ้าห่มอุ่นๆ มาช่วย อาการจะหายไปเองเมื่อยาหมดฤทธิ์ค่ะ
  • อาการคัน (Itching): คุณแม่บางคนอาจรู้สึกคันยิบๆ ตามหน้าหรือลำตัว ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากตัวยาแก้ปวดที่ผสมในยาชา ไม่ใช่การแพ้รุนแรงค่ะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน: มักเกิดจากความดันโลหิตลดลงชั่วคราวขณะฉีดยา วิสัญญีแพทย์จะดูแลให้ยาแก้คลื่นไส้ทันที ไม่ต้องห่วงค่ะ
  • ปัสสาวะไม่ออก: เพราะกล้ามเนื้อช่วงล่างยังหลับอยู่ค่ะ หลังจากเอาสายสวนออกและยาหมดฤทธิ์ แม่จะค่อยๆ กลับมาปวดปัสสาวะเองได้ปกติ

2. อาการที่ “พบได้บ้าง” (Less Common)

  • ปวดหัว (Spinal Headache): มักจะปวดเวลาลุกนั่ง แต่จะดีขึ้นเมื่อนอนราบ เกิดจากการรั่วซึมของน้ำไขสันหลังเล็กน้อย วิธีแก้คือ “นอนราบ” และจิบน้ำบ่อยๆ ตามหมสั่งค่ะ
  • ปวดบริเวณที่ฉีด: จะรู้สึกระบมคล้ายๆ อาการปวดเมื่อยทั่วไป 2-3 วันก็หายค่ะ

ใครบ้างที่ “คุณหมออาจจะไม่บล็อกหลังให้”? (Safety First)

แม้การบล็อกหลังจะดีมาก แต่ความปลอดภัยของแม่ต้องมาที่ 1 ค่ะ หากคุณแม่มีภาวะเหล่านี้ คุณหมออาจพิจารณาให้ “ดมยาสลบ” แทนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด:

  1. ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ: หรือกำลังกินยาละลายลิ่มเลือด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกในช่องไขสันหลังได้
  2. มีการติดเชื้อ: โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่จะแทงเข็ม หรือมีการติดเชื้อในกระแสเลือด
  3. ความดันโลหิตต่ำรุนแรง: หรือมีภาวะช็อกจากการเสียเลือด
  4. โครงสร้างหลังผิดปกติ: เช่น เคยผ่าตัดใส่เหล็กที่กระดูกสันหลัง หรือกระดูกสันหลังคดรุนแรงจนไม่สามารถวางตำแหน่งเข็มได้
  5. แพ้ยาชาอย่างรุนแรง: (ซึ่งพบได้น้อยมากค่ะ)

Editor’s Confirmation: หากคุณแม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่บล็อกหลังไม่ได้ ไม่ต้องเสียใจนะคะ การดมยาสลบในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงมากเช่นกัน คุณหมอจะเลือกวิธีที่ “แม่และลูกรอดปลอดภัย” ที่สุดเสมอค่ะ

📝 Editor’s Summary: เช็กให้ชัวร์หลังบล็อกหลัง

สิ่งที่ควรโฟกัสสิ่งที่ยังไม่ต้องกังวลสัญญาณที่ควรพบแพทย์ (ทันที!)
การนอนราบ: ปฏิบัติตามกฎ 6-12 ชม. แรกอย่างเคร่งครัดเพื่อลดอาการปวดหัวอาการตัวสั่น/คัน: เป็นเรื่องธรรมชาติของยาชา ไม่ใช่สัญญาณอันตรายขาอ่อนแรงไม่หาย: ผ่านไป 24 ชม. แล้วยังขยับขาไม่ได้ หรืออาการแย่ลง
แจ้งอาการตามจริง: ถ้าคลื่นไส้หรือแน่นหน้าอกตอนผ่าตัด ให้รีบบอกคุณหมอทันทีปวดเมื่อยหลัง: มักเกิดจากท่าทางในการอุ้มท้องหรือท่านอน ไม่ใช่เข็มทำลายเส้นประสาทปวดหัวรุนแรงมาก: ปวดจนลืมตาไม่ขึ้น อาเจียนพุ่ง หรือคอแข็งเกร็ง
ดื่มน้ำเยอะๆ: เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดผลข้างเคียงจากยาการปัสสาวะไม่ออกในวันแรก: ให้พยายามค่อยๆ ฝึกขยับตัว เดี๋ยวระบบก็กลับมาค่ะรอยเข็มอักเสบ: มีหนอง บวมแดง หรือมีไข้สูง

Q&A ไขข้อข้องใจเรื่องบล็อกหลัง: ถามมา-ตอบไป ฉบับแม่ฟันธง!

Q1: บล็อกหลังแล้วจะทำให้ “ปวดหลังเรื้อรัง” ไปตลอดชีวิตจริงไหม?

💡 ParentSmart ฟันธง: “ไม่จริงค่ะ!” นี่คือความเชื่อผิดๆ อันดับ 1 เลยค่ะ อาการปวดหลังเรื้อรังหลังคลอด ส่วนใหญ่เกิดจาก “โครงสร้างร่างกายที่เปลี่ยนไปในช่วงตั้งครรภ์” เช่น กล้ามเนื้อหลังต้องรับน้ำหนักเยอะมาตลอด 9 เดือน หรือการอุ้มลูก/ให้นมลูกผิดท่า ไม่ได้เกิดจากเข็มบล็อกหลังค่ะ อาการระบมรอยเข็มจริงๆ จะหายไปภายใน 3-7 วันเท่านั้นค่ะ

Q2: เข็มบล็อกหลังยาวมาก… เจ็บมากไหม?

💡 ParentSmart ฟันธง: “เจ็บพอๆ กับการเจาะเลือดที่แขนค่ะ” ก่อนที่วิสัญญีแพทย์จะลงเข็มบล็อกหลัง เขาจะ “ฉีดยาชาที่ผิวหนัง” ให้แม่ก่อนค่ะ ดังนั้นตอนที่เข็มบล็อกหลังจริงเข้าไป แม่จะรู้สึกแค่แรงตึงๆ หรือตื้ดๆ เหมือนไฟฟ้าสถิตเบาๆ ไม่ได้เจ็บปวดทรมานอย่างที่จินตนาการไว้แน่นอน สบายใจได้เลย!

Q3: ถ้ากำลังผ่าตัดอยู่แล้ว “ยาชาหมดฤทธิ์” จะทำยังไง?

💡 ParentSmart ฟันธง: “ไม่ต้องกังวล คุณหมอมีแผนสำรองเสมอ!” วิสัญญีแพทย์จะอยู่เฝ้าที่หัวเตียงแม่ตลอดเวลา และจะทดสอบระดับความชาจนชัวร์ก่อนให้คุณหมอลงมีดค่ะ หากในกรณีที่การผ่าตัดใช้เวลานานกว่าปกติและแม่เริ่มมีความรู้สึก คุณหมอสามารถเติมยา (กรณีเอพิดูรัล) หรือให้ยาระงับปวดทางเส้นเลือด หรือเปลี่ยนเป็นการดมยาสลบได้ทันที แม่จะไม่มีทางเจ็บกลางคันแน่นอนค่ะ

Q4: บล็อกหลังแล้วจะทำให้ “เป็นอัมพาต” ไหม?

💡 ParentSmart ฟันธง: “โอกาสเกิดน้อยยิ่งกว่าถูกรางวัลที่ 1!” โอกาสเกิดผลกระทบรุนแรงต่อเส้นประสาทมีน้อยมาก (ประมาณ 1 ใน 100,000 เคส) เพราะเข็มที่ใช้บล็อกหลังจะฉีดเข้าไปในช่องที่ต่ำกว่าระดับปลายประสาทไขสันหลังค่ะ คุณหมอวิสัญญีมีความเชี่ยวชาญสูงมากในเรื่องสรีระจุดนี้ ขอให้แม่วางใจในมือโปรได้เลยค่ะ

Q5: หลังบล็อกหลัง ทำไมต้อง “นอนราบ” ห้ามหนุนหมอนตั้งหลายชั่วโมง?

💡 ParentSmart ฟันธง: “เพื่อป้องกันอาการปวดหัวรุนแรง (Spinal Headache) ค่ะ” การนอนราบช่วยให้ความดันน้ำในไขสันหลังกลับมาสมดุล ถ้าแม่รีบลุกนั่งเร็วเกินไป อาจทำให้มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงตามมาได้ ดังนั้น 6-12 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด อดทนนอนราบไปก่อนนะคะ เพื่อความสบายตัวในวันถัดไปค่ะ

Q6: ไม่บล็อกหลังตอนผ่าคลอดได้ไหม?

💡 ParentSmart ฟันธง: “ไม่ได้ค่ะ” หากคุณแม่เลือก (หรือจำเป็นต้อง) ผ่าคลอด การระงับความรู้สึกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการผ่าตัดคลอดเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเจ็บปวดสูง หากไม่บล็อกหลังก็ต้องใช้วิธี “ดมยาสลบ” แทน

ทางเลือกของแม่: ถ้ากลัวเข็มบล็อกหลังมากจริงๆ สามารถปรึกษาคุณหมอเพื่อขอเลือกดมยาสลบได้ แต่ต้องยอมรับข้อเสียเรื่องการไม่เห็นหน้าลูกทันทีและการฟื้นตัวที่ช้ากว่าค่ะ
คำแนะนำจากพี่: การบล็อกหลังคือวิธีที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดสำหรับโมเมนต์แรกของแม่ลูกค่ะ

Q7: บล็อกหลังผ่าคลอด ต้อง “งดน้ำ-งดอาหาร” เหมือนดมยาสลบไหม?

💡 ParentSmart ฟันธง: “ต้องงดอย่างเคร่งครัด 8 ชั่วโมงค่ะ!”
หลายคนเข้าใจผิดว่าบล็อกหลังแล้วกระเพาะยังทำงานปกติ จะกินอะไรก็ได้… ความจริงคือห้ามเด็ดขาดค่ะ!

ทำไมต้องงด: เพราะระหว่างผ่าตัด แม่มีโอกาสคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ หากมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะ อาจเกิดการสำลักเข้าไปในปอด (Aspiration) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

กฎเหล็ก: งดน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนเวลาผ่าตัด (รวมถึงลูกอมและหมากฝรั่งด้วยนะคะ)

Q8: ผ่าคลอดบล็อกหลัง ราคาเท่าไหร่? (อัปเดตปี 2026)

ราคาจะแตกต่างกันไปตามประเภทของโรงพยาบาลและ “แพ็กเกจคลอด” ที่คุณแม่เลือกค่ะ พี่สรุปตัวเลขคร่าวๆ มาให้เตรียมงบดังนี้:

ประเภทโรงพยาบาลราคาประเมิน (บาท)สิ่งที่มักรวมอยู่ในแพ็กเกจ
โรงพยาบาลรัฐบาล15,000 – 30,000+ค่าห้องสามัญ, ค่าธรรมเนียมแพทย์, ค่ายาพื้นฐาน
โรงพยาบาลเอกชน65,000 – 120,000+ค่าห้องพิเศษ, ของขวัญแรกรับ, การดูแลทารกครบวงจร

📝 บทสรุปจากกองบรรณาธิการ: ก้าวแรกที่มั่นใจสู่บทบาท “คุณแม่”

การผ่าคลอดแบบบล็อกหลังไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือ “นวัตกรรมทางการแพทย์” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณแม่เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ได้อย่างมีความสุขที่สุด พี่ ParentSmart ฟันธง เลยว่าหากร่างกายแม่พร้อมและไม่มีข้อบ่งชี้ทางสุขภาพที่ต้องห้าม การเลือกบล็อกหลังคือ “นาทีทอง” ที่จะทำให้แม่ไม่พลาดเสียงร้องแรกและสัมผัสแรกที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตค่ะ

อย่างไรก็ตาม “ความปลอดภัย” ต้องมาก่อนเสมอ อย่าลืมปรึกษาคุณหมอวิสัญญีเพื่อประเมินร่างกายอย่างละเอียดก่อนวันจริง เพื่อให้การคลอดครั้งนี้เป็นความทรงจำที่สมบูรณ์แบบและปลอดภัยต่อทั้งตัวแม่และเจ้าตัวเล็กค่ะ

💡 ก้าวต่อไปของแม่มือใหม่ (เตรียมพร้อมหลังคลอด)

เมื่อตัดสินใจเรื่องการคลอดได้แล้ว สิ่งที่แม่ควรโฟกัสต่อเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่มีดังนี้ค่ะ:

  • จัดกระเป๋าให้พร้อม: อย่าลืมเตรียม [ของใช้เด็กแรกเกิด] ให้ครบถ้วนตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่ฉุกเฉินในวันไปโรงพยาบาลนะคะ
  • วางแผนการฟื้นตัว: หลังผ่าคลอดร่างกายต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การ [อยู่ไฟหลังคลอด] เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วและร่างกายฟื้นตัวได้ไวขึ้น (แต่ต้องทำในเวลาที่เหมาะสมสำหรับแม่ผ่าคลอดนะคะ)
  • เฝ้าดูการเติบโต: เตรียมใจพบกับความมหัศจรรย์ในทุกวัน และอย่าลืมศึกษา [พัฒนาการเด็ก 1 เดือน] ล่วงหน้า เพื่อเช็กว่าเจ้าตัวเล็กเติบโตสมวัยหรือมีจุดไหนที่แม่ต้องดูแลเป็นพิเศษบ้าง

📝 คำชี้แจงจาก ParentSmart: > เนื้อหาในบทความนี้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (อาทิ Yale Medicine, Mayo Clinic และสถาบันกุมารเวชศาสตร์) เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นแก่คุณแม่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม สภาพร่างกายและปัจจัยสุขภาพของคุณแม่แต่ละท่านมีความแตกต่างกัน ข้อมูลนี้ ไม่สามารถนำไปใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ParentSmart ขอสนับสนุนให้คุณแม่ปรึกษาสูตินรีแพทย์และวิสัญญีแพทย์ประจำตัวอย่างละเอียดก่อนเข้ารับการผ่าตัดทุกครั้งค่ะ

📚 อ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ (References)

You may also like

ParentSmart ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้เราจดจำคุณได้ และนำเสนอเนื้อหาพัฒนาการลูกน้อยที่ตรงใจคุณแม่มากที่สุด หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้เราดูแลคุณผ่านคุกกี้ตาม [นโยบายความเป็นส่วนตัว] ของเรานะคะ Accept Read More