Home พัฒนาการครรภ์รายเดือนพัฒนาการทารกในครรภ์ 1-40 สัปดาห์: สรุปรายเดือน พร้อมวิธีดูแลให้ลูกแข็งแรงตั้งแต่อยู่ในท้อง

พัฒนาการทารกในครรภ์ 1-40 สัปดาห์: สรุปรายเดือน พร้อมวิธีดูแลให้ลูกแข็งแรงตั้งแต่อยู่ในท้อง

0 comments
พัฒนาการทารกในครรภ์

“การเฝ้าดูเซลล์เล็กๆ เติบโตจนกลายเป็นทารกที่สมบูรณ์ คือปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในร่างกายคุณแม่ตลอด 280 วัน ในฐานะกองบรรณาธิการ ParentSmart เราเข้าใจดีว่าคุณแม่ต้องการข้อมูลที่แม่นยำที่สุดในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป บทความนี้จะเจาะลึกพัฒนาการทารกในครรภ์รายเดือนแบบละเอียด พร้อมวิธีส่งเสริมสุขภาพที่ฟันธงจากแหล่งอ้างอิงระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าตัวเล็กจะแข็งแรงที่สุดตั้งแต่อยู่ในท้องค่ะ”


💡 Key Takeaways: สรุปหัวใจสำคัญของแต่ละช่วง

  1. ไตรมาส 1 (Golden Period): เน้นการสร้างอวัยวะ (หัวใจ/สมอง) แม่ต้องระวังเรื่องยาและสารเคมีมากที่สุด และอย่าขาด “กรดโฟลิก” [อ้างอิง: CDC]
  2. ไตรมาส 2 (Connecting Period): ลูกเริ่มได้ยินเสียงและดิ้นโชว์คุณแม่ เป็นช่วงเวลาทองในการเปิดเพลงหรืออ่านนิทานเพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาท [อ้างอิง: AAP]
  3. ไตรมาส 3 (Weight & Lung Prep): เน้นการเพิ่มน้ำหนักตัวลูกและพัฒนาปอด หากแม่มีอาการท้องแข็งสม่ำเสมอ หรือลูกดิ้นน้อยลง ต้องรีบพบแพทย์ทันที [อ้างอิง: Mayo Clinic]

ภาพรวมของพัฒนาการทารกในครรภ์

การพัฒนาของทารกในครรภ์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอนเพื่อให้เกิดเป็นเด็กแรกเกิดที่มีสุขภาพแข็งแรงในภายหลังการคลอด โดยการตั้งครรภ์ทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 40-42 อาทิตย์ หรือประมาณ 10 เดือน

พัฒนาการของทารกในครรภ์สามารถแบ่งได้เป็นสามไตรมาสหรือสามช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ โดยแต่ละไตรมาสมีลักษณะและการพัฒนาที่แตกต่างกันไปดังนี้

เดือนที่

พัฒนาการเด่น

ขนาดลูกน้อยเปรียบกับ…

1

เริ่มปฏิสนธิและฝังตัวลงในผนังมดลูก

เมล็ดงา (เล็กมากจนมองไม่เห็น)

2

หัวใจเริ่มเต้น มีแขนขาจิ๋วๆ ปรากฏขึ้น

ลูกบลูเบอร์รี่

3

อวัยวะครบถ้วน เล็บมือและเท้าเริ่มงอก

ลูกมะนาว

4

เริ่มดูดนิ้ว อ้าปากหาว และทำสีหน้าได้

ลูกอะโวคาโด

5

“ลูกดิ้น” ครั้งแรก เริ่มได้ยินเสียงแม่

กล้วยหอม

6

ลืมตาได้ มีไขเคลือบตัวปกป้องผิว

มันฝรั่ง

7

สมองพัฒนาเร็วมาก ตอบสนองต่อแสงและเสียง

ลูกมะพร้าว

8

ปอดและอวัยวะภายในพร้อมเกือบ 100%


สับปะรด

9-10

สะสมไขมันเพื่อความอบอุ่น พร้อมออกมาเจอกันแล้ว

แตงโมจินตรา

  • ไตรมาสที่หนึ่ง (เดือนที่ 1-3) ไตรมาสแรกเป็นช่วงเวลาที่ทารกเริ่มพัฒนาจากตัวอ่อนเล็กๆ ซึ่งเป็นเซลล์ต้นแบบก่อนที่จะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ ในช่วงนี้ทารกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบอวัยวะหลักๆ เช่น สมอง หัวใจ ไต และตับ จะเริ่มพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นการวางรากฐานในพัฒนาการต่อๆ ไป โดยทารกในไตรมาสแรกยังไม่ค่อยมีความเป็นรูปร่างที่ชัดเจนมากนัก และมีโอกาสจะเกิดการแท้งมากที่สุดหากร่างกายรู้สึกไม่พร้อมกับการตั้งครรภ์
  • ไตรมาสที่สอง (เดือนที่ 4-6) ในไตรมาสที่สองนี้ทารกจะเริ่มมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับมนุษย์มากขึ้น อวัยวะย่อยๆ เช่น มือ และเท้า จะเริ่มเกิดการพัฒนา ทารกในไตรมาสสองจะค่อยๆ เรียนรู้การเคลื่อนไหวและการรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบข้าง
  • ไตรมาสที่สาม (เดือนที่ 7-10) ไตรมาสสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่ทารกเติบโตและเตรียมตัวสำหรับการเกิด ระบบอวัยวะทุกส่วนจะถูกเสริมสร้างจนสมบูรณ์ ทารกในไตรมาสสุดท้ายจะมีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถเคลื่อนไหวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้

โดยพัฒนาการของแต่ละเดือนก็ยังมีความแตกต่างกันไปอีก เพื่อที่จะทำให้เกิดทารกน้อยที่สมบูรณ์ขึ้นมาบนโลก

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 1

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 1

ในช่วงเดือนที่ 1 ของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมต่อการพัฒนาทารกในครรภ์ โดยใน 2 สัปดาห์แรก ฮอร์โมนต่างๆ จะทยอยถูกปล่อยออกมามากขึ้น มดลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พร้อมต่อการตั้งครรภ์ และสุดท้ายก็จะเกิดการตกไข่ หากระหว่างการตกไข่มีการปฏิสนธิระหว่างเซลล์อสุจิกับไข่เกิดขึ้น กระบวนการการตั้งครรภ์ก็จะดำเนินต่อไป 

ในสัปดาห์ที่ 3 การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นโดยเซลล์อสุจิกับไข่จะผสมกันเป็นเซลล์ไซโกต (zygote) จากนั้นสัปดาห์ที่ 4 ไซโกตจะแบ่งเซลล์จนถึงประมาณ 150 เซลล์ กลายเป็นบลาสโตซิสต์ (blastocyst) และจะเริ่มฝังตัวเข้าไปสู่ผนังมดลูก

Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 1)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การทาน กรดโฟลิก (Folic Acid) ทันทีที่รู้ว่าท้อง เพื่อป้องกันความพิการทางสมองและไขสันหลังของลูกน้อย [อ้างอิง: CDC]
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการปวดหน่วงท้องน้อยคล้ายประจำเดือน หรือเลือดออกกะปริบกะปรอยเล็กน้อย (เลือดล้างหน้าเด็ก) ซึ่งเกิดจากการฝังตัว เป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยครับ
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ปวดท้องบีบอย่างรุนแรง หรือมีเลือดออกแดงสดปริมาณมาก (เสี่ยงท้องนอกมดลูกหรือแท้งคุกคาม)

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 2

เดือนที่สองของการตั้งครรภ์เป็นเวลาที่หลายคนเริ่มรับรับรู้ถึงการตั้งครรภ์ของตนเอง เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีอาการต่างๆ ที่ทำให้สังเกตถึงการตั้งครรภ์ได้ และเมื่อถึงสัปดาห์ที่ 5 การทดสอบการตั้งครรภ์ที่บ้านจะแสดงผลเป็นบวก

  • สัปดาห์ที่ 5 ตัวอ่อนในครรภ์จะเริ่มมีการพัฒนาระบบประสาทต่างๆ ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมอง ระบบไขสันหลังหรือเนื้อเยื่อประสาทอื่นๆ พร้อมกับระบบหัวใจเล็กๆ ที่จะเริ่มก่อตัวขึ้นก็สามารถเต้นเร็วถึง 110 ครั้ง ต่อนาทีเลย
  • สัปดาห์ที่ 6 อวัยวะภายนอกต่างๆ ของตัวอ่อนจะเริ่มพัฒนาเป็นรูปร่าง เริ่มมีแขน ขา ดวงตา ปาก และหูปรากฏขึ้นถึงแม้จะยังไม่สมบูรณ์จนใช้งานได้ก็ตาม พร้อมระบบหัวใจและเซลล์เม็ดเลือดของตัวอ่อนก็เริ่มพัฒนาขึ้นจนสามารถตรวจพบได้ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ตรวจจับหัวใจ
  • สัปดาห์ที่ 7 กระดูกจะเริ่มพัฒนามาแทนที่กระดูกอ่อนที่ช่วยรักษารูปร่างของตัวอ่อนในช่วงแรก และอวัยวะเพศก็จะเริ่มปรากฏขึ้น หัวของตัวอ่อนจะใหญ่มากเมื่อเทียบกับส่วนที่เหลือของร่างกาย ในช่วงนี้จะสามารถเห็นกระดูกสันหลังที่ยื่นเหมือนกับหางออกจากตัวอ่อนซึ่งจะหายไปในภายหลังและกลายเป็นส่วนหนึ่งของขาไป
  • สัปดาห์ที่ 8 อวัยวะหลักและระบบอวัยวะต่างๆ จะถูกพัฒนาในช่วงนี้ของการตั้งครรภ์ มือและเท้าของตัวอ่อนจะมีลักษณะของพังพืดเชื่อมเหมือนเท้ากบ เริ่มมองเห็นตาและหูอย่างเป็นรูปร่างขึ้น สายสะดือก็จะเริ่มพัฒนาจนสมบูรณ์และทำหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจนและเลือดไปยังตัวอ่อน

Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 2)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การ “ฝากครรภ์” ทันทีที่ทราบผล เพื่ออัลตราซาวด์เช็กตำแหน่งการฝังตัวและฟังเสียงหัวใจลูกครั้งแรกครับ
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการแพ้ท้อง พะอืดพะอม หรืออ่อนเพลียผิดปกติ นี่คือสัญญาณว่าฮอร์โมนกำลังทำงานเต็มที่เพื่อสร้างรกครับ
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: อาการแพ้ท้องรุนแรงจนกินอะไรไม่ได้เลย (Hyperemesis Gravidarum) ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเป็นอันตรายต่อแม่ได้

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 3

ในช่วงนี้แพทย์จะเริ่มนิยามตัวอ่อนว่าเป็นทารกแล้ว เนื่องจากการพัฒนาที่มากพอจะทำให้ทารกเริ่มมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนจะเริ่มปรากฏในช่วงนี้

  • สัปดาห์ที่ 9 ฟันและต่อมรับรสชาติจะเริ่มพัฒ กล้ามเนื้อเริ่มเจริญเติบโตและรูปร่างสรีระสมส่วนมากขึ้น แต่หัวยังมีขนาดเป็นส่วนใหญ่ของร่างกายอยู่ แพทย์อาจได้ยินเสียงหัวใจของทารกด้วยอัลตราซาวด์แบบดอปเปลอร์ได้
  • สัปดาห์ที่ 10 แขน มือ นิ้วมือ ฝ่าเท้าและนิ้วเท้าเริ่มเป็นรูปร่างสมบูรณ์ไม่มีพังพืดระหว่างกัน เล็บมือและเล็บเท้าจะเริ่มพัฒนา หูจะเริ่มมีรูปร่าง อวัยวะเพศภายนอกก็เริ่มเป็นรูปร่างมากขึ้น
  • สัปดาห์ที่ 11 ทารกเริ่มสำรวจร่างกายของตัวเอง เช่น เปิดปิดกำปั้นและปาก ขยับต้นเข่า ศอกและข้อเท้า แต่จะยังไม่สามารถรู้สึกถึงการเตะได้ กระดูกกำลังแข็งตัวขึ้น แต่ผิวหนังยังโปร่งแสงอยู่
  • สัปดาห์ที่ 12 อวัยวะ กระดูก และกล้ามเนื้อทุกส่วนจะมีครบแล้ว พร้อมต่อการพัฒนาต่อเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะก็ทำงานได้ ตับเริ่มผลิตน้ำดี ทารกดื่มและขับถ่ายในน้ำคร่ำ ช่วงท้ายของสัปดาห์ทารกจะมีสรีระทางเพศแล้ว แต่จะยังไม่สามารถสังเกตได้ด้วยอัลตราซาวด์

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 3)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การคัดกรองความเสี่ยง ดาวน์ซินโดรม (NIPT/NT Scan) สำหรับคุณแม่กลุ่มเสี่ยงหรือกังวลใจ เพราะเป็นช่วงเวลาที่แม่นยำที่สุดครับ
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: ท้องยังไม่โตจนคนสังเกตเห็น หรือน้ำหนักตัวที่อาจจะลดลงเล็กน้อยจากอาการแพ้ท้อง ไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการลูกในช่วงนี้ครับ
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: มีไข้สูงเกิน 38°C หรือมีตกขาวผิดปกติ (คัน/มีกลิ่น/สีเขียวเหลือง) ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อในช่องคลอดที่ต้องรีบรักษา

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 4

ในช่วงนี้ทารกจะสามารถทำกิริยาต่างๆ อย่างการ อ้าปากหาว ดูดนิ้วมือ ยืดตัวหรือทำสีหน้าต่างๆ ก็ได้ 

  • สัปดาห์ที่ 13 เส้นเสียงของทารกจะเริ่มพัฒนาขึ้น และขนาดของร่างกายและศรีษะของทารกจะเริ่ม
  • สัปดาห์ที่ 14 ผิวหนังของทารกเริ่มหนาขึ้น ผมอ่อนๆ จะเริ่มเจริญเติบโต ทารกสามารถนำมือเข้าปากและหันหัวได้ อวัยวะทางเพศพัฒนาเต็มที่และรอยนิ้วมือเริ่มเกิดขึ้นในทารก
  • สัปดาห์ที่ 15 อวัยวะบางอย่าง เช่น ลำไส้และหู จะเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องตามสรีระของมนุษย์ทั่วๆ ไป ในช่วงนี้ทารกยังใช้น้ำคร่ำในการหายใจ แต่ปอดของทารกเองก็กำลังเริ่มพัฒนาขึ้น ทารกเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายบางอย่างมากขึ้น เช่น ดูดนิ้วมือหรือยิ้ม
  • สัปดาห์ที่ 16 ทารกมีริมฝีปากและหูที่พัฒนาพอสมควรสามารถได้ยินเสียงคนพูด แต่จะยังไม่สามารถเปิดตาได้ แต่ทารกสามารถตอบสนองต่อแสงได้โดยการหันหน้าหรือปิดตาออกไปจากแสงได้

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 4)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การเริ่มบำรุง ธาตุเหล็กและแคลเซียม ตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะลูกเริ่มสร้างกระดูกและระบบไหลเวียนเลือดอย่างรวดเร็ว
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการปวดจี๊ดบริเวณขาหนีบ (Round Ligament Pain) เมื่อลุกนั่งเร็วๆ เกิดจากมดลูกขยายตัวไปดึงรั้งเอ็นยึดมดลูก ไม่ใช่อาการแท้งค่ะ
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำใสๆ ไหลออกมาคล้ายปัสสาวะแต่ควบคุมไม่ได้ (เสี่ยงถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนกำหนด)

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 5

ในเดือนนี้ทารกจะเริ่มขยับตัวในครรภ์จนสามารถสังเกตได้ ซึ่งการขยับในครั้งแรกๆ อาจจะรู้สึกเหมือนกับการท้องร้องหรือความรู้สึกว่ามีผีเสื้อกระพือปีกอยู่ในท้อง 

  • สัปดาห์ที่ 17 ทารกยังมีผิวบาง แต่จะเริ่มสะสมชั้นไขมัน ผิวหนังของทารกมีฝ้าขาวที่เรียกว่า vernix ซึ่งเป็นสารที่เชื่อว่าจะทำหน้าที่ปกป้องผิวของทารกจากผลกระทบระยะยาวของการสัมผัสกับน้ำคร่ำในครรภ์
  • สัปดาห์ที่ 18 ทารกจะขนเส้นเล็กๆ คลุมตัว เหมือนขนแกะ ช่วยให้ทารกความร้อนและให้การป้องกันเพิ่มขึ้น ทารกจะเริ่มมีช่วงเวลาที่เขานอนหลับหรือตื่น และเสียงดังอาจทำให้ทารกตื่นขึ้นถ้าเขากำลังหลับ
  • สัปดาห์ที่ 19 ทารกเริ่มมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น หลายคนจะเริ่มรับรู้ถึงการเตะและการดิ้นของทารก ทารกยังมีลายนิ้วมือที่เป็นเอกลักษณ์อย่างสมบูรณ์และสามารถสะอึกได้
  • สัปดาห์ที่ 20 เล็บของทารกเริ่มเติบโตจนสุดปลายนิ้วมือ และสมองในส่วนการรับรู้ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะเริ่มพัฒนา

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 5)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การสังเกต “ลูกดิ้น” (Quickening) และการอัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของอวัยวะ (Anomaly Scan) เพื่อเช็กหัวใจ ปากแหว่งเพดานโหว่ และความสมบูรณ์ของนิ้วมือนิ้วเท้า
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการ “หลงๆ ลืมๆ” (Pregnancy Brain) หรือนอนไม่หลับจากพุงที่เริ่มโต เป็นเรื่องปกติของฮอร์โมนค่ะ
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ท้องแข็งตึงบ่อยๆ (มากกว่า 4-5 ครั้งต่อชั่วโมง) หรือมีอาการบวมที่มือและใบหน้าอย่างรวดเร็ว

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 6

ผิวของทารกจะเป็นสีแดง มีริ้วรอยและเส้นเลือดที่มองเห็นผ่านผิวหนังโปร่งแสง ตาของทารกจะเริ่มเปิดและอาจสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวที่เป็นชัดเจนและต่อเนื่อง ทารกจะตอบสนองต่อเสียงโดยการเคลื่อนไหวหรือแสดงอาการตื่นเต้นผ่านจังหวะหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น

  • สัปดาห์ที่ 21 การเคลื่อนไหวของแขนและขาของทารกมีความสอดคล้องและต่อเนื่องกัน ทารกจะมีไขกระดูกที่ช่วยต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดได้
  • สัปดาห์ที่ 22 แรงจับและกำมือของทารกกำลังเข้มแข็งขึ้น สามารถสัมผัสหูและสายสะดือได้ ทารกสามารถได้ยินเสียงหัวใจ เสียงท้องร้องและเสียงการหายใจของแม่ผู้ตั้งครรภ์
  • สัปดาห์ที่ 23 หลังจากสัปดาห์นี้ทารกอาจรอดชีวิตหากเกิดก่อนกำหนด ด้วยการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ในช่วงนี้ทารกจะเริ่มสะสมไขมันอย่างรวดเร็ว
  • สัปดาห์ที่ 24 ปอดของทารกพัฒนาเต็มที่แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำงานนอกมดลูก

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 6)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การตรวจ คัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GTT) โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอายุเกิน 30 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการเท้าบวมเล็กน้อยในช่วงเย็น หรือตะคริวที่น่องตอนกลางคืน (ลองแช่น้ำอุ่นหรือยืดเส้นก่อนนอนช่วยได้ค่ะ)
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ปวดหัวตื้อๆ ตามัว หรือมองเห็นจุดลอยไปมา (สัญญาณอันตรายของครรภ์เป็นพิษ) [อ้างอิง: ACOG]

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 7

ทารกจะพยายามสะสมไขมันในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำคร่ำในครรภ์ก็จะเริ่มลดลง โดยทารกจะเปลี่ยนตำแหน่งอยู่บ่อยๆ ด้วยการ ดิ้น โค้งตัว หรือโก่งตัว พร้อมกับตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเร้า เช่น เสียง ความเจ็บปวด และแสง

  • สัปดาห์ที่ 25 ไขมันในร่างกายของทารกมีมากขึ้นทำให้ผิวของทารกมีริ้วรอยน้อยลง ดูอวบอิ่มขึ้น รวมถึงระบบประสาทที่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงนี้
  • สัปดาห์ที่ 26 ทารกเริ่มผลิตเมลานินซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวและตามีสี ปอดของทารกเริ่มผลิตสารเซิร์ฟาแทนต์ซึ่งเป็นสารช่วยให้ทารกหายใจนอกครรภ์มารดา
  • สัปดาห์ที่ 27 ทารกสามารถเปิดตาและกระพริบตาได้ และเริ่มมีขนตา
  • สัปดาห์ที่ 28 ทารกอาจเริ่มหันหัวลงทางมดลูกของมารดาเพื่อเตรียมตัวสำหรับการคลอด

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำหนักทารกและความสามารถในการตอบสนองต่อโลกของเขาอาจทำให้อาการของคุณแม่ที่ท้อง 7 เดือนเริ่มมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นได้กับร่างกายที่แตกต่างจากในช่วงก่อนๆ

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 7)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การเริ่ม นับลูกดิ้น อย่างจริงจังหลังอาหารทุกมื้อ ลูกควรดิ้นอย่างน้อย 10 ครั้งต่อวัน เพื่อยืนยันว่าลูกยังมีสุขภาพดี
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการท้องแข็งหลอก (Braxton Hicks Contractions) ที่ปวดไม่สม่ำเสมอและหายไปเองเมื่อเปลี่ยนท่าทาง
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ลูกดิ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ดิ้นเลยเกิน 2 ชั่วโมงหลังอาหาร (ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีไม่ต้องรอเช้า) [อ้างอิง: NHS]

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 8

ในช่วงนี้สมองของทารกจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากที่สุดในระหว่างการตั้งครรภ์ ทารกสามารถมองเห็นและได้ยินสิ่งกระตุ้นได้แล้ว ระบบภายในของร่างกายเริ่มพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่ปอดอาจยังโตไม่เต็มที่

  • สัปดาห์ที่ 29 อาจรู้สึกถึงการเตะและแรงกระแทกที่คล้ายๆ การจิ้มเพราะทารกเริ่มรู้มีขนาดใหญ่จนถุงน้ำคร่ำเริ่มจะเล็กเกินไปสำหรับทารก
  • สัปดาห์ที่ 30 ทารกสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายของตัวเองแยกขาดจากมารดาได้ สมองของทารกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
  • สัปดาห์ที่ 31 ทารกสามารถประมวลผลข้อมูลและสิ่งกระตุ้นเร้าได้มากขึ้น อาจสังเกตเห็นพฤติกรรมของทารกที่แตกต่างกันได้ชัดเจนมากขึ้นว่าทารกตื่นอยู่หรือหลับอยู่
  • สัปดาห์ที่ 32 ผิวของทารกจะไม่โปร่งแสงอีกต่อไป ปอด สมองและอวัยวะภายในส่วนมากก็โตเต็มที่พร้อมสำหรับการคลอดแล้ว

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 8)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: เตรียม กระเป๋าไปโรงพยาบาล และแผนการเดินทาง เพราะช่วงนี้มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้ทุกเมื่อ
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือจุกเสียดยอดอก (Acid Reflux) เพราะมดลูกดันขึ้นมาเบียดปอดและกระเพาะอาหาร
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด หรือปวดหลังร้าวลงมาถึงหน้าขาเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 9

ช่วงเดือนที่เก้าเป็นเวลาที่ระบบอวัยวะส่วนใหญ่จะใกล้สมบูรณ์แล้ว จนเหลือแต่รายละเอียดเล็กน้อยที่ร่างกายจะพัฒนาต่อ

  • สัปดาห์ที่ 33 กระดูกของทารกกำลังแข็งตัว ยกเว้นบริเวณหัวที่ต้องอ่อนนุ่มเพื่อให้คลอดเป็นไปได้
  • สัปดาห์ที่ 34 สาร vernix ที่ปกป้องผิวของทารกจะเริ่มหนาขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมกับการออกจากครรภ์
  • สัปดาห์ที่ 35 สมองของทารกยังคงเติบโตอยู่ แต่จะมีน้ำหนักเพียงสองในสามของสมองที่ควรมีเมื่อเกิด
  • สัปดาห์ที่ 36 ทารกจะสูญเสียขนที่ปกคลุมตัวลงและมีเส้นผมบนศีรษะ

📝 Editor’s Summary: สรุปแม่ฟันธง (เดือนที่ 9-10)

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: การสังเกต “อาการน้ำเดิน” และ “ท้องแข็งถี่” (ทุก 5-10 นาที) รวมถึงการพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อเตรียมแรงไว้ใช้ตอนเบ่งคลอด
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการปวดหน่วงในเชิงกรานเหมือนลูกจะหลุด (Lightening) เพราะหัวลูกลงต่ำเตรียมเข้าสู่เชิงกรานแล้วค่ะ
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: น้ำเดิน (น้ำใสไหลโจ๊ก), เลือดสดออกทางช่องคลอด หรือท้องแข็งปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว

พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 10

ในช่วงนี้ คุณแม่อาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ ความเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้จะเป็นไปเพื่อทำให้การคลอดทารกเป็นไปได้ดีที่สุด

  • สัปดาห์ที่ 37 เล็บเท้าของทารกจะถึงปลายนิ้วเท้า คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกว่าทารกตกลงมาอยู่บริเวณช่วงสะโพกมากขึ้นได้
  • สัปดาห์ที่ 38 ทารกจะสะสมน้ำหนักทุกๆ อาทิตย์จนกว่าจะคลอด
  • สัปดาห์ที่ 39 ทารกจะเติบโตครบกำหนดและพร้อมที่จะออกมาสู่โลกภายนอกในสัปดาห์นี้

หลังจากนี้ไปก็จะเข้าสู่ระยะการสังเกตว่าคุณแม่จะมีการคลอดลูกเมื่อไหร่ ซึ่งทารกบางคนอาจจะอยู่ในครรภ์ต่ออีกสัก 2-3 อาทิตย์ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่

วิธีส่งเสริมสุขภาพครรภ์และพัฒนาการทารก

การดูแลและส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทารกได้รับสนับสนุนในระหว่างการเติบโตและพัฒนา ซึ่งในหัวข้อนี้จึงรวบรวมคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์ดังต่อไปนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับทารก การรับประทานอาหารที่เหมาะต่อคนท้องจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่มีปรุงสุกและมีโปรตีนสูงอย่าง ไข่ เนื้อสัตว์ หรือปลา เพิ่มการบริโภคผลไม้และผักสดเพื่อรับวิตามินและเส้นใยในอาหารให้เหมาะสม พร้อมกับดื่มน้ำให้ปริมาณน้ำในร่างกายให้เพียงพอ
  2. รักษาสุขภาพทางกายและจิตให้ดี การดูแลสุขภาพที่ดีของมารดาเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์ พักผ่อนให้เพียงพอและไม่ทำงานหนักเหมือนแต่ก่อน
  3. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นระบบหายใจและการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดี โดยคุณแม่สามารถเลือกกิจกรรมออกกำลังกายเบาๆ อย่างการเดินเล่น หรือการทำโยคะ เพื่อสร้างความผ่อนคลาย ยืดเส้นกล้ามเนื้อในร่างกายก็ได้
  4. เล่นกับทารกในครรภ์ การสัมผัสและการสนทนากับทารกในครรภ์สามารถช่วยสร้างส่วนสัมพันธ์และพัฒนาการให้กับทารกในท้องได้ โดยสามารถเล่าเรื่องราวให้ทารกฟัง ใช้มือสัมผัสท้องเมื่อทารกมีการเคลื่อนไหว หรือการใช้เสียงดนตรีที่ผ่อนคลาย ก็สามารถกระตุ้นการพัฒนาทางด้านสมองและอารมณ์ให้แก่ทารกได้
  5. เข้ารับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ การไปตรวจเช็คครรภ์อย่างสม่ำเสมอกับแพทย์สามารถช่วยตรวจสอบสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ โดยแพทย์จะเป็นแหล่งคำแนะนำที่ดี และสามารถให้คำปรึกษากับสถานการณ์ที่เฉพาะของทารกแต่ละคนได้

เพียงทำตามหลักการเหล่านี้ประกอบกับหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นข้อห้ามของคนท้อง อย่างการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการกินอาหารไม่ปรุงสุก ทารกในครรภ์ก็จะได้รับโอกาสที่จะมีพัฒนาการที่ดีตามไปด้วย

สรุป

กว่าการตั้งครรภ์จะสำเร็จลุล่วงไปได้ ต้องผ่านขั้นตอนมากมายที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของคุณแม่ไม่มากก็น้อย โดยใน 1-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์นั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายปรับตัวให้พร้อมกับการเติบโตของตัวอ่อนในท้อง ในขณะที่เดือนที่ 4-6 จะเป็นช่วงเวลาที่ทารกมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและสมองอย่างฉับพลัน และสุดท้ายในเดือนที่ 7-10 ทารกจะปรับตัวและสะสมพลังงานเพื่อเพิ่มโอกาสการมีชีวิตหลังคลอดให้ได้มากที่สุด 

โดยระหว่างนี้คุณแม่ก็สามารถส่งเสริมพัฒนาการในครรภ์ของทารกได้ด้วยการดูแลตัวเองให้ดี กินอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้างเพื่อไม่ให้ร่างกายเสื่อมโทรม เพื่อที่จะให้ร่างกายสามารถส่งเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Artal-Mittelmark, R. (May 2021). Self-Care During Pregnancy. Saint Louis University School of Medicine. สืบค้นเมื่อวันที่ 05/07/2023
  2. Artal-Mittelmark, R. (May 2021). Stages of Development of the Fetus. Saint Louis University School of Medicine. สืบค้นเมื่อวันที่ 05/07/2023
  3. Cleveland Clinic. (2023, March 3). Fetal Development. สืบค้นเมื่อวันที่ 05/07/2023
  4. The Fertility Center. (2016, September 21). Baby Prep: The Importance of Talking to Your Baby in the Womb. สืบค้นเมื่อวันที่ 05/07/2023

You may also like

ParentSmart ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้เราจดจำคุณได้ และนำเสนอเนื้อหาพัฒนาการลูกน้อยที่ตรงใจคุณแม่มากที่สุด หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้เราดูแลคุณผ่านคุกกี้ตาม [นโยบายความเป็นส่วนตัว] ของเรานะคะ Accept Read More