ถ้าหากพูดถึงอาการใดอาการหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ “อาการแพ้ท้อง” ถือว่าเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 1 หรือช่วง 1-3 เดือนแรก ซึ่งอาการดังกล่าวนั้นเป็นอาการที่คุณแม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ว่าคุณแม่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ ดังนั้น ในบทความนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูกันว่าอาการแพ้ท้องคืออะไร เกิดจากอะไร มีอาการเป็นอย่างไร อาการแพ้ท้องเริ่มต้นเมื่อไหร่ และอาการแพ้ท้องจะหายไปไหนตอน เพื่อให้คุณแม่ได้เตรียมตัวรับมือกับอาการแพ้ท้องได้อย่างถูกต้อง พร้อมแนะนำวิธีแก้อาการแพ้ท้องแบบง่ายๆ และตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง โดยจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย!
Medical Disclaimer : เนื้อหานี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น หากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ทันที
Table of Contents
Key Takeaways (สรุปประเด็นสำคัญ)
ช่วงเวลาและสาเหตุ: อาการแพ้ท้องมักเกิดในช่วงไตรมาสแรก (1-3 เดือนแรก) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น hCG, Estrogen, Progesterone) และการที่ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดูแลทารก
เทคนิคการกินเพื่อบรรเทา: วิธีแก้ที่ได้ผลดีที่สุดคือการ “แบ่งมื้ออาหาร” เป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อต่อวัน เพื่อไม่ให้ท้องว่าง (ซึ่งจะกระตุ้นการคลื่นไส้) และไม่ให้อิ่มจนเกินไป (ซึ่งจะกระตุ้นการอาเจียน)
สัญญาณอันตราย: หากมีอาการแพ้ท้องรุนแรงจนกินอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลดฮวบ (เกิน 5% ของน้ำหนักตัว) หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัด เป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำและขาดสารอาหารที่ต้องพบแพทย์ทันที
ความเชื่อผิดๆ: อาการแพ้ท้อง ไม่สามารถ บอกเพศลูกได้ และการกินยาแก้แพ้ทั่วไป (Antihistamine) ไม่ใช่ทางออกหลักในการรักษาอาการแพ้ท้อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ

อาการแพ้ท้อง คืออะไร?
อาการแพ้ท้อง คือ อาการที่บ่งบอกว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ โดยส่วนใหญ่อาการแพ้ท้องนั้นมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือวิงเวียนศีรษะ และอาการแพ้ท้องนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน โดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก ซึ่งอาการแพ้ท้องนั้นคุณแม่บางคนอาจจะมีอาการรุนแรง บางคนอาจจะมีอาการเล็กน้อย หรือคุณแม่บางคนก็อาจจะไม่มีอาการเลย ดังนั้น คุณแม่ที่รู้สึกว่ากำลังมีอาการที่คล้ายกับอาการแพ้ท้อง ควรจะหมั่นสังเกตอาการต่างๆ ของตัวเองว่ามีอาการเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าหากเป็นอาการแพ้ท้องจริงๆ ก็จะได้เตรียมตัวรับมือได้ทัน และจะได้เข้าพบแพทย์ เพื่อฝากครรภ์ได้อย่างถูกต้อง
อาการคนแพ้ท้องเป็นอย่างไรบ้าง?
สำหรับคุณแม่ที่กำลังสงสัยว่าตัวเองกำลังมีอาการแพ้ท้อง แต่ไม่รู้ว่าอาการที่กำลังเป็นอยู่นั้นเป็นอาการแพ้ท้องจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นแค่อาการคลื่นไส้ และอาเจียนทั่วไป ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูกันว่าอาการคนแพ้ท้องนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะให้คุณแม่สามารถสังเกตอาการตัวเองได้ว่ากำลังแพ้ท้อง หรือว่าไม่สบาย และจะได้เตรียมตัวรับมือกับอาการดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง โดยอาการของคนแพ้ท้องที่พบได้บ่อย มีดังนี้
- คลื่นไส้ หรืออาเจียน เป็นอาการแพ้ท้องที่สามารถพบได้บ่อย และคุณแม่หลายๆ คนมักจะเป็นประจำ โดยคุณแม่นั้นจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนอยู่บ่อยๆ ประมาณช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์ แต่ถ้าหากคุณแม่ไม่ได้มีอาการในช่วงเดือนแรก ก็อาจจะไปมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนในช่วงเดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 4 แทนได้
- วิงเวียนศีรษะ หรือหน้ามืด เป็นอาการแพ้ท้องที่คุณแม่จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หรือหน้ามืด และในคุณแม่บางคนนั้นอาจจะถึงกับขั้นเป็นลมได้ โดยอาการนี้เป็นอาการที่เกิดจากการที่ฮอร์โมน และความกันของร่างกายคุณแม่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป
- เหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียง่าย เป็นอาการแพ้ท้องที่คุณแม่จะรู้สีกเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียได้ง่ายกว่าปกติ โดยอาการนี้เป็นอาการที่เกิดจากการที่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของคุณแม่นั้นมีการทำงานหนักขึ้น เพื่อบำรุงตัวอ่อนของทารกที่อยู่ในครรภ์ให้มีการเจริญเติบโตที่แข็งแรงสมบูรณ์
- ลักษณะการกินอาหารเปลี่ยน เป็นอาการแพ้ท้องที่คุณแม่จะมีลักษณะการกินอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่รู้สึกอยากกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน มีความอยากอาหารมากขึ้น หรือรู้สึกเบื่ออาหารที่เคยชอบกิน เป็นต้น
- อารมณ์แปรปรวน เป็นอาการแพ้ท้องที่เกิดจากการแปรปรวนของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ส่งผลให้คุณแม่มีอารมณ์แปรปรวนมากขึ้น เช่น หงุดหงิดง่าย เสียใจง่าย โมโหง่าย หรือรู้สึกเศร้าง่าย เป็นต้น
- รู้สึกไวต่อกลิ่นมากขึ้น เป็นอาการคนแพ้ท้องที่คุณแม่หลายๆ คนมักจะเป็น โดยคุณแม่จะสามารถรับรู้กลิ่นได้ไวกว่าช่วงก่อนจะตั้งครรภ์ เพราะว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมนั่นเอง
- รู้สึกแสบลิ้นปี่ เป็นอาการคนแพ้ท้องที่เกิดจากการที่ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อหลอดอาหาร ทำให้คุณแม่มีอาการแสบที่ลิ้นปี่ หรือมีอาการกรดไหลย้อนได้ง่ายมากขึ้น
ทั้งนี้ อาการแพ้ท้องที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน และช่วงเวลาในการเกิดอาการแพ้ท้องนั้นอาจจะแตกต่างกันด้วย ดังนั้น คุณแม่จึงควรสังเกตตัวเองว่าเริ่มมีอาการแพ้ท้อง หรืออาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่ เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือกับอาการดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง

อาการแพ้ท้องเริ่มต้นเมื่อไหร่?
ถ้าหากคุณแม่คนไหนกำลังวางแพลนจะมีลูกน้อย หรือกำลังสงสัยว่าตัวเองใกล้จะมีอาการแพ้ท้องหรือยัง และอยากจะรู้ว่าอาการแพ้ท้องเริ่มต้นเมื่อไหร่ คำตอบ คือ อาการแพ้ท้องนั้นจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 1 หรือประมาณ 1-3 เดือนแรก และอาการแพ้ท้องนั้นจะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนที่ 3 หรือประมาณสัปดาห์ที่ 9 ถึงสัปดาห์ที่ 12 ทั้งนี้ อาการแพ้ท้องนั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน ซึ่งคุณแม่บางคนอาจจะมีอาการรุนแรง บางคนมีอาการน้อย หรือบางคนไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์นั้นอาจจะยังไม่มีอาการแพ้ท้องสัปดาห์แรกที่สามารถเห็นได้ชัดเจน หรืออาจจะไม่มีอาการเลย ดังนั้น ถ้าหากคุณแม่มีอาการประจำเดือนขาด อาจจะทำการตรวจครรภ์ด้วยชุดตรวจครรภ์ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป และถ้าหากผลออกมาว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จริง ก็จะได้ทำการตรวจครรภ์กับแพทย์อีกครั้ง เพื่อที่จะได้ทราบผลอย่างชัดเจน และจะได้ทำการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อติดตามสุขภาพของคุณแม่ และทารกในครรภ์ได้อย่างใกล้ชิด
อาการแพ้ท้องจะหายไปตอนไหน?
สำหรับคุณแม่ที่กำลังเผชิญกับอาการแพ้ท้อง ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้ท้องอย่างหนักหน่วง หรืออาการแพ้ท้องแบบเล็กน้อย ที่ล้วนแต่เป็นอาการที่คุณแม่อยากจะให้หายไปสักที จึงทำให้คุณแม่หลายๆ คนสงสัยว่าอาการคนแพ้ท้องนั้นจะหายไปเมื่อไหร่ คำตอบ คือ อาการแพ้ท้องของคุณแม่นั้นจะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์มากขึ้น ประมาณช่วงเดือนที่ 4 ขึ้นไป หรือประมาณสัปดาห์ที่ 13 ถึงสัปดาห์ที่ 14 อาการแพ้ท้องก็จะเริ่มทุเลาลงเอง ทั้งนี้ คุณแม่บางคนก็จะเริ่มมีอาการดีขึ้นในช่วงเวลาที่กล่าวมาข้างต้น แต่ว่าคุณแม่บางคนก็อาจจะยังมีอาการแพ้ท้องต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคลอด หรืออีกในกรณีที่พ้นช่วงเดือนที่ 4 หรือสัปดาห์ที่ 13 ขึ้นไปแล้ว แต่คุณแม่ก็ยังไม่มีอาการแพ้ท้องก็อาจจะไม่มีโอกาสที่จะแพ้ท้องได้ ดังนั้น อาการแพ้ท้องนั้นขึ้นอยู่กับร่างกายของคุณแม่แต่ละคนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะหายไปตอนไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คุณแม่จะต้องดูแลรักษาตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตใจที่ดีอยู่เสมอ

อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร?
สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นเกิดจากการที่ร่างกายของคุณแม่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ หรือฮอร์โมนภายในร่างกาย ที่ล้วนแต่เป็สาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้องได้ ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูกันว่าตัวการที่ทำให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้องนั้นมีอะไรบ้าง ดังนี้

- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้องได้ง่ายมากขึ้น เพราะว่าฮอร์โมนนภายในร่างกายนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน หรือฮอร์โมนที่มาจากทารก และเมื่อระดับฮอร์โมนของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะส่งผลให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และมีอาการอื่นๆ แทรกซ้อนตามมาได้ เช่น วิงเวียนศีรษะ เบื่ออาหาร หรืออารมร์แปรปรวน เป็นต้น
- ร่างกายทำงานหนักขึ้น เป็นสาเหตุที่เกิดจากการที่อวัยวะภายในของคุณแม่มีการทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะช่วยบำรุงให้ทารกในครรภ์นั้นมีการเจริญเติบโตจากตัวอ่อนจนกลายเป็นทารกได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์ จึงส่งผลให้คุณแม่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หรือมีอาการแพ้ท้องอื่นๆ ตามมานั่นเอง
- สภาวะทางจิตใจ เป็นสาเหตุที่เกิดจากคุณแม่มีสภาวะทางจิตใจที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นรู้สึกเครียด รู้สึกวิตกกังวล หรือมีความรู้สึกที่ไม่ดีอื่นๆ จนทำให้ร่างกายของคุณแม่เครียดตามไปด้วย และส่งผลให้เกิดอาการแพ้ท้องตามมาในที่สุด

วิธีแก้อาการแพ้ท้องแบบง่ายๆ ที่คุณแม่ควรรู้
อาการแพ้ท้อง เป็นอาการที่คุณแม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ว่าคุณแม่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ ด้วยการเรียนรู้ถึงวิธีแก้อาการแพ้ท้อง เพื่อที่จะได้รับมือกับอาการแพ้ท้องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูถึงวิธีแก้อาการแพ้ท้องแบบง่ายๆ ที่คุณแม่สามารถทำตามได้ โดยวิธีแก้อาการแพ้ท้องที่คุณแม่ควรรู้ไว้ มีดังนี้
- กินอาหารเป็นมื้อเล็กๆ เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องแบ่งมื้ออาหารต่อวันเป็นวันละหลายๆ มื้อ เพื่อแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ เช่น ปกติเคยกินวันละ 3 มื้อ ก็เปลี่ยนมาเป็น 5 มื้อ หรือ 7 มื้อแทน โดยในแต่ละมื้อนั้นคุณแม่จะกินอาหารทีละเล็กน้อย แต่ว่าจะได้กินตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องคุณแม่ว่างจนเกิดอาการวิงเวียงศีรษะ รวมถึงป้องกันไม่ให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้อง เช่น รู้สึกเบื่ออาหาร หรือเหม็นอาหารได้อีกด้วย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องทำการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยจะต้องดื่มน้ำอย่างน้อยประมาณ 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพราะว่าการดื่มน้ำนั้นจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นอยู่ตลอดเวลา ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ วิงเวียนศีรษะ พะอืดพะอม คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คุณแม่ควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง และไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัดจนเกินไป
- พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยคุณแม่จะต้องทำการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะว่าการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอนั้นจะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ได้รับซ่อมแซม และฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ทำให้อาการแพ้ท้องของคุณแม่นั้นทุเลาลงได้เร็วขึ้น และช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการแพ้ท้องซ้ำอีกครั้งได้
- เสพสื่อช่วยคลายเครียด เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องเสพสื่อที่ช่วยคลายเครียด เช่น คลิปตลก คลิปสัตว์เลี้ยง คลิปเด็กน่ารักๆ หรือสื่ออื่นๆ ที่สามารถช่วยให้คุณแม่มีอารมณ์ที่ดีขึ้น เพราะการที่คุณแม่เครียดนั้นจะทำให้ร่างกายเครียดไปด้วย และอาจส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้องได้ง่ายมากขึ้น หรือในกรณีที่ร้ายแรงความเครียดอาจทำให้คุณแม่ที่มีอายุครรภ์น้อยเกิดการแท้งลูกได้อีกด้วย
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง เช่น กลิ่นอาหารที่ไม่ชอบ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสามี กลิ่นอื่นๆ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่อาจกระตุ้นให้คุณแม่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือวิงเวียนศีรษะได้ง่ายมากขึ้น
- ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องไม่ปล่อยให้ท้องของตัวเองว่าง โดยอาหารที่กินนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นมื้อใหญ่ๆ เสมอไป แต่อาจจะเป็นการกินขนม กินนม กินผลไม้ หรือกินของที่คุณแม่อยากกิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะในช่วงที่ท้องของคุณแม่ว่าง ที่อาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้ท้อง อย่างคลื่นไส้ หรืออาเจียนตามมาได้
- เคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ เป็นวิธีแก้แพ้ท้องที่คุณแม่จะต้องพยายามเคลื่อนไหวตัวช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นการลุก การนั่ง การเดิน หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัวให้ทันอยู่เสมอ และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด หรือคลื่นไส้ตามมาได้
| ลักษณะอาการ | แพ้ท้องปกติ (Morning Sickness) | แพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) |
| การอาเจียน | 1-2 ครั้งต่อวัน | อาเจียนตลอดเวลา กินอะไรไม่ได้เลย |
| น้ำหนักตัว | คงที่หรือลดลงเล็กน้อย | ลดลงเกิน 5% ของน้ำหนักก่อนท้อง |
| ภาวะขาดน้ำ | ไม่มีหรือน้อยมาก | ปัสสาวะน้อย สีเข้ม ตาโบ๋ ปากแห้ง |
| การใช้ชีวิต | ทำงาน/ใช้ชีวิตได้บ้าง | อ่อนเพลียจนลุกไม่ขึ้น |
อาการแพ้ท้องแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์
ถึงแม้ว่าอาการแพ้ท้องนั้นจะเป็นอาการทั่วไปที่สามารถพบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ว่าก็มีอาการแพ้ท้องบางอาการที่สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายคุณแม่ และทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ดูกันว่าอาการแพ้ท้องแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อให้คุณแม่ได้รู้ว่าอาการแบบไหนที่ผิดปกติ และจะได้สังเกตว่าตัวเองมีอาการเหล่านั้นหรือไม่ และถ้ามีก็จะได้เข้าพบแพทย์ได้อย่างทันทวงที โดยอาการคนแพ้ท้องที่ต้องรีบพบแพทย์ มีดังนี้
- กินข้าว และดื่มน้ำไม่ได้ เป็นอาการคนแพ้ท้องที่คุณแม่จะไม่สามารถกินข้าว หรือกินน้ำได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะกิน หรือดื่มอะไรเข้าไปก็จะอาเจียนออกมา และถ้าหากคุณแม่ไม่สามารถกินข้าว และดื่มน้ำได้นั้นอาจทำให้คุณแม่เกิดสภาวะขาดน้ำ หน้ามืด หรือเป็นลมได้
- อาเจียนบ่อยกว่าปกติ เป็นอาการแพ้ท้องที่คุณแม่จะมีอาการอาเจียนบ่อยมากกว่าปกติ เช่น ปกติจะอาเจียนวันละ 3-4 ครั้ง แต่เปลี่ยนมาอาเจียนวันละ 5-6 ครั้งขึ้นไป เป็นต้น ซึ่งอาการนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณแม่มีอาการแพ้ท้องที่ผิดปกติ และถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้คุณแม่มีภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นลมได้ง่าย

- รู้สึกเหนื่อยล้า และอ่อนเพลียมาก เป็นอาการแพ้ท้องที่คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียมาก ไม่ว่าจะหยิบจับทำอะไร หรืออยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเหนื่อย เพลีย หรือมีอาการง่วงจนไม่อยากทำอะไร ซึ่งอาการนี้อาจเป็นอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณแม่มีความผิดปกติ และต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นอาการคนแพ้ท้องที่คุณแม่จะมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือน้ำหนักลดประมาณ 5 กิโลกรัมภายใน 1-2 วัน โดยอาการแพ้ท้องอาการนี้มักจะเป็นอาการที่เป็นผลมาจากการที่คุณแม่ไม่สามารถกินข้าว ดื่มน้ำได้ ทำให้คุณแม่น้ำหนักลดลง ซึ่งเป็นอาการที่คุณแม่ควรจะรีบเข้าพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณแม่มีภาวะขาดน้ำ และอาจส่งผลให้เกิดอันตรายอื่นๆ ตามมาได้
- ปัสสาวะมีสีเข้ม เป็นอาการแพ้ท้องที่คุณแม่จะมีปัสสาวะสีเข้มมากกว่าปกติ โดยสีปัสสาวะที่ปกตินั้นจะมีสีเหลืองอ่อน หรือถ้าหากกินน้ำเยอะก็จะมีปัสสาวะเป็นสีขาว แต่ถ้าหากคุณแม่มีปัสสาวะสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีน้ำตาล อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพร่างกายของคุณแม่มีความผิดปกติ และจะต้องรีบเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
- หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อย เป็นอาการแพ้ท้องที่เป็นผลมาจากคุณแม่มีอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียนบ่อย ทำให้คุณแม่เกิดอาการหน้ามืด และเป็นลมได้ง่ายมากขึ้น แต่ถ้าหากคุณแม่มีอาการหน้ามืดเป็นประจำ และเป็นลมบ่อย ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง
หลังจากที่คุณแม่รู้แล้วว่าอาการแพ้ท้องคืออะไร ออาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร เกิดขึ้นจากอะไร อาการแพ้ท้องเริ่มต้นเมื่อไหร่ และจะหายไปตอนไหน รวมถึงวิธีแก้อาการแพ้ท้องแบบง่ายๆ แต่ยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง เช่น อาการแพ้ท้องแทนภรรยา การกินของเปรี้ยว หรือการกินยาแก้แพ้ เพื่อแก้แพ้ท้อง เป็นต้น ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะมาไขข้อสงสัยให้กับคุณแม่ที่กำลังเผชิญกับอาการแพ้ท้องได้หายสงสัยกัน โดยคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการแพ้ท้องนั้นมีทั้งหมด ดังนี้
ผู้ชายมีอาการแพ้ท้องแทนภรรยาได้จริงไหม?
สำหรับออาการแพ้ท้องของคุณพ่อ หรือที่หลายๆ คนมักจะเรียกกันว่าอาการแพ้ท้องแทนเมีย เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และไม่ใช่อาการที่คิดไปเอง หรืออุปทานขึ้นมาเอง โดยอาการแพ้ท้องของคุณพ่อนั้นมักจะมีอาการคล้ายๆ กับอาการแพ้ท้องของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดหลัง ปวดท้อง กรดไหลย้อน แสบกลางอก อยากอาหารมากขึ้น หรือรู้สึกเบื่ออาหาร เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และความรู้สึกด้วย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เครียด วิตกกังวล เศร้า ชอบเก็บตัว ความต้องการทางเพศน้อยลง หรือนอนเยอะกว่าปกติ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าหากคุณพ่อคนไหนมีอาการแปลกๆ ไปในช่วงที่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ก็อาจจะเป็นอาการแพ้ท้องแทนคุณแม่ได้ และเมื่อผ่านไปสักพักอาการดังกล่าวนั้นก็จะค่อยๆ หายไปได้เอง
แพ้ท้อง พะอืดพะอมตลอดเวลาควรทำยังไง?
สำหรับคุณแม่ที่แพ้ท้อง พะอืดพะอมตลอดเวลานั้นอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารเยอะเกินไป ปล่อยให้ท้องว่าง หรือวิงเวียนศีรษะอยู่บ่อยๆ รวมถึงการได้กลิ่นอาหาร หรือกลิ่นที่กระตุ้นให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้องจนเกิดอาการพะอืดพะอมได้ ดังนั้น คุณแม่อาจจะต้องคอยสังเกตว่าทุกครั้งที่คุณแม่เริ่มมีอาการแพ้ท้อง พะอืดพะอมนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร หรือมีปัจจัยอะไรมากระตุ้นได้บ้าง เพื่อที่จะปรับตัว หรือหลีกเลี่ยงได้ และจะได้ลดโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ท้อง พะอืดพะอมตลอดเวลา
กินของเปรี้ยวช่วยแก้อาการแพ้ท้องได้ไหม?
สำหรับคุณแม่บางคนนั้นการกินของเปรี้ยวสามารถช่วยแก้อาการแพ้ท้องได้ เพราะว่าในช่วงที่มีอาการแพ้ท้องนั้นคุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และวิงเวียนศีรษะได้ง่าย จึงทำให้ระบบประสาทกระตุ้นให้คุณแม่อยากจะกินของเปรี้ยวที่สามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องต่างๆ ได้ แต่สิ่งที่คุณแม่จะต้องคำนึงถึงเสมอ คือ ไม่ควรกินของเปรี้ยวมากเกินไป และไม่ควรกินของเปรี้ยวที่เป็นของหมักดอง เพราะอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดท้อง หรือเกิดอาการถ่ายท้องได้ ซึ่งอาจส่งผลให้คุณแม่เกิดภาวะขาดน้ำเฉียบพลันจนเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่ และทารกในครรภ์
กินยาแก้แพ้สามารถช่วยแก้อาหารแพ้ท้องหรือไม่?
สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องหนักมาก และกำลังคิดจะกินยาแก้แพ้ เพื่อรักษาอาการแพ้ท้อง ถือว่าเป็นความคิดที่ผิด เพราะว่ายาแก้แพ้นั้นไม่สามารถช่วยรักษาอาการแพ้ท้องได้ และอาการแพ้ท้องนั้นสามารถหายได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งการกินยา เพียงแค่คุณแม่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหาร การดื่มน้ำ และการพักผ่อน รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะกระตุ้นให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้อาการแพ้ท้องของคุณแม่ทุเลาลง แถมยังสามารถช่วยลดโอกาสที่คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อีกด้วย
อาการแพ้ท้องสามารถบอกเพศลูกได้จริงไหม?
ช่วงสมัยก่อนนั้นอาจมีความเชื่อที่ว่าอาการแพ้ท้องนั้นสามารถบอกเพศลูกได้ เช่น อาเจียนบ่อย คลื่นไส้บ่อย แสดงว่าได้ลูกผู้ชาย หรือง่วงนอนบ่อย หิวบ่อย แสดงว่าได้ลูกผู้หญิง เพราะคิดว่าอาการเหล่านั้นเกิดจากเพศของทารกในครรภ์ แต่ความเป็นจริงนั้นอาการแพ้ท้องไม่สามารถบ่งบอกถึงเพศของลูกได้ เพราะว่าอาการแพ้ท้องต่างๆ นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ระดับฮอร์โมน และปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้อง ดังนั้น อาการแพ้ท้องจึงไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือสามารถบ่งบอกได้ถึงเพศของลูกแต่อย่างใด
อาการแพ้ท้อง เป็นอาการที่มีโอกาสขึ้นได้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคน แต่ว่าคุณแม่แต่ละคนนั้นอาจจะมีอาการที่รุนแรงไม่เท่ากัน โดยบางคนอาจจะมีอาการคนแพ้ท้องหนักมาก บางคนอาจจะมีอาการแพ้ท้องน้อย หรือบางคนก็อาจจะไม่มีเลย แต่ว่าคุณแม่ก็ต้องทำความรู้จักกับอาการคนแพ้ท้องไว้ เพราะว่าอาการแพ้ท้องนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ และถ้าหากคุณแม่มีอาการดังกล่าวก็จะได้ทำการตรวจครรภ์ และฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด เพื่อสุขภาพร่างกายที่ของคุณแม่ และการเจริญเติบโตที่แข็งแรงสมบูรณ์ของทารกในครรภ์
ข้อมูลอ้างอิง (References)
The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). (2020). Morning Sickness: Nausea and Vomiting of Pregnancy. [Online]. Available: https://www.acog.org/womens-health/faqs/morning-sickness-nausea-and-vomiting-of-pregnancy
Cleveland Clinic. (2022). Morning Sickness: Nausea and Vomiting of Pregnancy. [Online]. Available: https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/16566-morning-sickness-nausea-and-vomiting-of-pregnancy
KidsHealth from Nemours. (2022). Hyperemesis Gravidarum. [Online]. Available: https://kidshealth.org/en/parents/hyperemesis-gravidarum.html
Better Health Channel (Victoria State Government). (2021). Pregnancy – morning sickness. [Online]. Available: https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/healthyliving/pregnancy-morning-sickness
HealthyWA (Government of Western Australia). Morning sickness. [Online]. Available: https://www.healthywa.wa.gov.au/Articles/J_M/Morning-sickness
WebMD. (2023). Morning Sickness During Pregnancy. [Online]. Available: https://www.webmd.com/baby/morning-sickness-pregnant