การตั้งครรภ์เป็นอีกหนึ่งในช่วงเวลาสุดสับสนของหลายๆ คน โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์อยู่ไหม บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการตรวจการตั้งครรภ์ ตั้งแต่หลักการทำงานของการตรวจการตั้งครรภ์ เวลาที่ควรตรวจครรภ์ ประเภท วิธีใช้ ข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวังของการใช้ที่ตรวจครรภ์แบบตรวจเองที่บ้านแต่ละแบบ พร้อมตัวเลือกการตรวจครรภ์อื่นๆ เช่น การตรวจเลือด การอัลตราซาวด์ รวมไปถึงตอบคำถามที่พบบ่อย
Table of Contents
Key Takeaways (สรุปประเด็นสำคัญ)
หัวใจของการตรวจคือฮอร์โมน hCG: การตรวจครรภ์เกือบทุกวิธีใช้การวัดระดับฮอร์โมน Human chorionic gonadotropin (hCG) ซึ่งจะเริ่มผลิตหลังไข่ปฏิสนธิและฝังตัว โดยระดับที่ชุดตรวจทั่วไปจะแสดงผลบวกคือตั้งแต่ 25 mIU/ml ขึ้นไป
จังหวะเวลาคือสิ่งสำคัญที่สุด: หากตรวจเร็วเกินไปผลอาจคลาดเคลื่อน (False Negative) ควรตรวจด้วยชุดตรวจเองที่บ้านอย่างน้อย 12-14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือ 7 วันหลังจากประจำเดือนขาด แต่หากต้องการผลเร็วที่สุด การ เจาะเลือด สามารถทำได้ตั้งแต่ 8-10 วันหลังปฏิสนธิ
เลือกที่ตรวจตามความสะดวกและงบประมาณ: ที่ตรวจครรภ์แบบตรวจเองมี 4 แบบหลัก (จุ่ม, หยด, ปากกา, ดิจิทัล) ซึ่งมีประสิทธิภาพความแม่นยำสูงถึง 99% หากใช้อย่างถูกวิธี โดยแบบปากกาและดิจิทัลจะช่วยลดความยุ่งยากในการตวงปัสสาวะได้มากที่สุด
ปัจจัยที่ทำให้ผลคลาดเคลื่อน: ยาบางกลุ่ม (เช่น ยานอนหลับ, ยารักษาพยาธิสภาพทางจิต), โรคมะเร็งบางชนิด หรือการดื่มน้ำมากเกินไปก่อนตรวจสามารถทำให้ผลผิดพลาดได้ แต่ ยาคุมกำเนิดและแอลกอฮอล์ไม่มีผล ต่อระดับ hCG ในการตรวจ

หลักการทำงานของการตรวจครรภ์ และที่ตรวจครรภ์
ที่ตรวจครรภ์ และการตรวจครรภ์ด้วยวิธีต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้วิธีวัดปริมาณฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่เรียกว่า Human chorionic gonadotropin (hCG) ที่เพิ่มขึ้น
เมื่อไข่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวลงกับเยื่อบุมดลูก เซลล์ที่สร้างรกก็จะเริ่มผลิตฮอร์โมน hCG ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะสามารถอยู่ในเลือดและปัสสาวะได้นานประมาณ 10 -14 วันหลังการปฏิสนธิ หรือสูงสุด 8 – 11 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ โดยระยะเวลาก็ต่างกันไปขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน
หาก hCG มีระดับอยู่ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 25 mIU/ml ที่ตรวจครรภ์ก็จะตรวจพบเป็นผลบวก แต่หาก hCG มีระดับที่น้อยกว่า 5 mIU/ml ผลอาจยังเป็นลบอยู่ ดังนั้น หากตรวจไม่พบแต่ยังมีอาการคล้ายว่าจะตั้งครรภ์ ให้ตรวจซ้ำหลังผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ หรือพิจารณาตรวจด้วยวิธีเจาะเลือดแทน

ตรวจครรภ์ตอนไหนให้ชัวร์? ตรวจครรภ์เร็วสุดกี่วัน?
หากตรวจครรภ์เร็วเกินไป เป็นไปได้ว่าการปฏิสนธิอาจยังไม่สมบูรณ์ ระดับฮอร์โมน hCG ยังไม่คงที่ ทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน ดังนั้น
- สำหรับที่ตรวจตั้งครรภ์ทั่วๆ ไป ควรรออย่างน้อย 12 – 14 วันนับจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด แต่สำหรับบางคนก็อาจยังไม่แม่นยำ ดังนั้นให้ลองนับจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดไปใหม่เป็น 21 วันแล้วจึงตรวจซ้ำ
- สำหรับการตรวจโดยการเจาะเลือด รออย่างน้อย 8 – 10 วันบจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด
- หากไม่ได้นับวันที่มีเพศสัมพันธ์ หรือใช้วิธีสังเกตอาการคนท้อง หรือคิดว่ากำลังมีอาการคนท้องไม่รู้ตัว แนะนำให้รอตรวจในวันที่ 7 นับจากวันแรกที่ประจำเดือนไม่มา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากตรวจแล้วยังไม่พบแต่ยังมีอาการเข้าข่ายว่าตั้งครรภ์ต่อไปเรื่อยๆ แนะนำให้ตรวจซ้ำหลังผ่านไป 1 สัปดาห์ เปลี่ยนวิธีตรวจเป็นการตรวจเลือด หรือพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น
สรุปแล้วการตรวจตั้งครรภ์ตอนไหนถึงจะชัวร์ก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ตรวจตั้งครรภ์ด้วย โดยหากต้องตรวจให้เร็วที่สุด ทางเลือกที่เป็นไปได้คือการตรวจตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด ซึ่งตรวจได้ตั้งแต่ 8-10 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย
ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี? แนะนำที่ตรวจครรภ์ 4 แบบ
สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือยัง แต่ยังไม่อยากไปตรวจถึงโรงพยาบาล สามารถใช้ที่ตรวจครรภ์แบบตรวจเองที่บ้านเพื่อดูผลการตั้งครรภ์เบื้องต้นก่อนได้ โดยเลือกได้ถึง 4 แบบ ได้แก่
| ประเภทที่ตรวจครรภ์ | วิธีการใช้งานโดยย่อ | ความสะดวก / จุดเด่น | ราคาโดยประมาณ |
| 1.แบบจุ่ม (Strips) | เก็บปัสสาวะใส่ถ้วย แล้วจุ่มแถบตรวจลงไป 3-5 วินาที | ราคาประหยัดที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจบ่อยๆ หรือตรวจซ้ำหลายครั้ง | 15 – 40 บาท |
| 2.แบบหยด (Cassette) | เก็บปัสสาวะใส่ถ้วย แล้วใช้หลอดหยดดูดปัสสาวะมาหยดลงในตลับ 3-4 หยด | แม่นยำและเสื่อมสภาพยาก ตลับพลาสติกช่วยป้องกันตัวแถบซับปัสสาวะได้ดีกว่าแบบจุ่ม | 60 – 100 บาท |
| 3.แบบปากกา (Midstream) | ปัสสาวะผ่านปลายแท่งตรวจโดยตรง 5-30 วินาที ไม่ต้องตวงใส่ถ้วย | สะดวกและสะอาดที่สุด ลดขั้นตอนการเก็บปัสสาวะ ไม่เลอะเทอะ เก็บกวาดง่าย | 80 – 120 บาท |
| 4.แบบดิจิทัล (Digital) | ปัสสาวะผ่านปลายแท่งตรวจเหมือนแบบปากกา แต่อ่านผลจากหน้าจอ LCD | อ่านผลง่ายที่สุด ไม่ต้องเพ่งขีดที่จางๆ หน้าจอจะแสดงผลชัดเจน (เช่น “Pregnant” หรือ “Not Pregnant”) | 300 – 700 บาท |
1. ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่ม
ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แบบจุ่ม หรือเรียกว่า Pregnancy Test Strips เป็นชุดการทดสอบการตั้งครรภ์แบบทำเองได้ที่บ้านที่ใช้กันทั่วไปประเภทหนึ่ง ประกอบด้วยแถบทดสอบการตั้งครรภ์ และถ้วยตวง (แล้วแต่ยี่ห้อ บางยี่ห้ออาจไม่มีถ้วยตวง) วิธีการใช้เริ่มจากเก็บปัสสาวะปริมาณตามกำหนดลงในถ้วยตวง จากนั้นจุ่มแถบทดสอบลงในถ้วยเป็นเวลา 3 – 5 วินาที โดยควรระวังไม่ให้น้ำปัสสาวะสูงเกินกว่าขีดลูกศรที่แถบทดสอบทำสัญลักษณ์ไว้ เมื่อนำแถบทดสอบออกจากถ้วยแล้ว ให้วางแถบทดสอบเป็นแนวราบบนพื้นผิวที่แห้ง และรอประมาณ 5 นาทีเพื่ออ่านผล
- ข้อดี:
- ถูกกว่าแบบอื่นๆ ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่มราคาประมาณ 15 – 40 บาท
- ใช้ง่าย
- ข้อเสีย:
- ต้องใช้การเก็บปัสสาวะ ซึ่งอาจไม่ได้สะดวกสบายหรือง่ายสำหรับทุกคน
- ต้องใช้อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษหากต้องการผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เนื่องจากหากปัสสาวะอยู่เหนือเครื่องหมายลูกศรหรือสัญลักษณ์บนแถบทดสอบ อาจคลาดเคลื่อนได้
2.ที่ตรวจครรภ์แบบหยด
ที่ตรวจครรภ์แบบหยด หรือเรียกว่า ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แบบตลับ หรือ Pregnancy Test Cassette ประกอบด้วย อุปกรณ์ 3 ชิ้น ได้แก่ หลอดหยด ตลับทดสอบการตั้งครรภ์ และถ้วยตวงปัสสาวะ วิธีใช้เริ่มจากเก็บปัสสาวะปริมาณตามกำหนดลงในถ้วยตวง จากนั้นใช้หลอดหยดดูดปัสสาวะ 3-4 หยด (ประมาณ 120ul) โดยถือในแนวดิ่ง นำมาหยอดลงในตลับทดสอบการตั้งครรภ์ พยายามไม่ให้มีฟองขณะทดสอบ วางตลับลงบนพื้นผิวเรียบและรอประมาณ 5 นาทีก่อนอ่านผล
- ข้อดี:
- ราคาถูกและใช้งานง่าย ที่ตรวจครรภ์แบบหยดราคาประมาณ 60 – 100 บาท
- ตลับทดสอบมีโอกาสเสื่อมสภาพจากการดูดซับปัสสาวะน้อยกว่าแถบทดสอบ
- ข้อเสีย:
- ยังต้องใช้การเก็บปัสสาวะ อาจลำบาก
3. ที่ตรวจครรภ์แบบปากกา
การทดสอบการตั้งครรภ์แบบปากกาหรือเรียกว่าที่ตรวจครรภ์แบบปัสสาวะผ่าน เป็นการทดสอบการตั้งครรภ์ที่บ้านที่ง่ายขึ้นมากว่าแบบอื่นๆ ก่อนหน้า มีอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว คือ แท่งทดสอบหรือแท่งสำหรับตรวจครรภ์ซึ่งมีลักษณะคล้ายปากกา มีฝาครอบ ตรงปลายที่ตรวจมักจะมีคุณสมบัติในการดูดซับของเหลว วิธีใช้เพียงแค่ถอดฝาครอบออก สังเกตว่าจะมีสัญลักษณ์คล้ายลูกศรอยู่บนแท่ง ถือแท่งทดสอบโดยให้หัวลูกศรนั้นชี้ลงที่พื้น จากนั้นปัสสาวะผ่านแท่งทดสอบประมาณ 5 – 30 วินาที ให้ปัสสาวะโดนบริเวณที่ต่ำกว่าลูกศร รอจนแท่งตรวจชุ่ม แล้วจึงนำไปวางไว้ในแนวราบ รอ 3 – 5 นาทีก่อนอ่านผล
- ข้อดี:
- ใช่งานง่าย
- ลดความยุ่งยากในการตวงปัสสาวะ
- เก็บทิ้งง่าย
- ข้อเสีย:
- ราคาสูงกว่าการทดสอบแบบจุ่มและแบบหยด ที่ตรวจครรภ์แบบปากการาคาราคาประมาณ 80 – 120 บาท

4. ที่ตรวจครรภ์แบบดิจิตอล
ที่ตรวจครรภ์ดิจิตอลมีอุปกรณ์ชิ้นเดียวเช่นกัน คือ แท่งทดสอบการตั้งครรภ์ดิจิตอล ลักษณะและการใช้งานคล้ายกับแบบปากกา เพียงแต่เป็นแบบดิจิตอล วิธีใช้ให้ถอดฝาครอบออก สังเกตสัญลักษณ์ลูกศร ถือแท่งทดสอบให้หัวลูกศรชี้ลงพื้น ปัสสาวะผ่านไปยังบริเวณด้านล่างลูกศรประมาณ 5 – 30 วินาทีให้ที่ตรวจครรภ์ชุ่ม หลังจากนั้นถือ หรือวางแท่งทดสอบในแนวราบ รออ่านผลประมาณ 3-5 นาที
- ข้อดี:
- ใช้ง่าย
- ไม่ต้องตวงปัสสาวะ
- อ่านผลง่ายด้วยจอแสดงผลแบบดิจิตอล
- ข้อเสีย:
- ราคาสูงกว่าแบบอื่นๆ ที่ตรวจครรภ์แบบดิจิตอลราคาประมาณ 300 – 700 บาท
ผลตรวจครรภ์จากที่ตรวจครรภ์ดูอย่างไร
แตกต่างกันไปตามยี่ห้อ โดยวิธีการวัดผลจะมีคำอธิบายมาพร้อมกับที่ตรวจครรภ์นั้นๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่มีทั้ง
- สีเปลี่ยน
- ขึ้นหนึ่งขีด สองขีด โดยทั่วไปแล้วสองขีดนั้นหมายถึงตั้งครรภ์
- บอกเป็นการแสดงผลบนหน้าจอ
ข้อควรรู้เกี่ยวกับที่ตรวจครรภ์ พร้อมวิธีตรวจให้แม่น
- ภาวะ โรค ยาหรือสารบางชนิด อาจทำให้ผลทดสอบผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ ภาวะ โรค ยา และสารดังกล่าวได้แก่
- โรคมะเร็งจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์เนื้อรก
- มะเร็งบางชนิดอาจทำให้ hCG สูงขึ้น เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งระบบทางเดินอาหาร
- ภาวะการขาดอิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA)
- ยารักษาอาการแพ้บางชนิด
- ยารักษาโรคพาร์กินสัน
- ยานอนหลับ
- ยารักษาโรคทางจิตเวชบางชนิด ได้แก่ คลอโปรมาซีน
- ยาระงับปวดกลุ่มโอปิออยด์
- ยากล่อมประสาท
- ยากันชัก ยารักษาโรคลมบ้าหมู
- ยารักษาภาวะมีบุตรยาก
- ยาขับปัสสาวะ
ส่วนยาคุม และแอลกอฮอล์นั้นไม่มีผลทำให้คลาดเคลื่อน เพราะไม่รบกวนการวัดระดับฮอร์โมน แต่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ พยายามตั้งครรภ์ หรือคาดว่าจะตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ การดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ระยะแรกจะเพิ่มความเสี่ยงแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด และทำให้น้ำหนักแรกเกิดต่ำ
- หากดื่มน้ำมากไปจนปัสสาวะเจือจางก่อนตรวจก็อาจคลาดเคลื่อนได้
- แนะนำให้ตรวจในตอนเช้า เพราะเป็นช่วงที่ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงสุด
- ควรตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 2-3 วัน เพราะระดับฮอร์โมนอาจมากน้อยไม่เท่ากัน จากนั้นถ้าต้องการตรวจซ้ำอีก เว้นประมาณ 1 สัปดาห์
- ฉีกซองแล้วควรใช้ภายใน 1 ชั่วโมง
- ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แต่ละยี่ห้ออาจจะมีวิธีใช้ต่างกันเล็กน้อย ดังนั้นควรอ่านคำแนะนำก่อนใช้
- หากใช้อย่างถูกต้อง การทดสอบการตั้งครรภ์อาจแม่นยำได้ถึง 99%

ตรวจครรภ์แบบไหนได้อีกบ้าง นอกเหนือจากที่ตรวจครรภ์แบบตรวจเองที่บ้าน?
แม้ว่าผลลัพธ์ของการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แบบตรวจเองที่บ้านจะค่อนข้างแม่นยำ แต่เนื่องจากผลก็อาจคลาดเคลื่อนได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น ยาบางตัว ช่วงเวลา หรือภาวะบางชนิด ดังนั้น หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์จริงหรือไม่ หรือมั่นใจว่าตั้งครรภ์แต่ผลยังเป็นลบแม้ตรวจซ้ำ นอกเหนือจากที่ตรวจครรภ์ด้วยตัวเอง อาจพิจารณาใช้วิธีตรวจครรภ์วิธีอื่น ได้แก่
ตรวจครรภ์โดยส่งปัสสาวะตรวจในห้องปฏิบัติการ
การตรวจตั้งครรภ์จากปัสสาวะ หรือ UPT คือการส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อให้นักเทคนิคการแพทย์วิเคราะห์ มักรู้ผลลัพธ์ผลภายในวันถัดไป
- ข้อดี
- สามารถตรวจพบระดับฮอร์โมน hCG ได้แม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ จึงเหมาะกับคนที่คิดว่าตั้งครรภ์แต่ตรวจด้วยชุดทดสอบด้วยตัวเองไม่พบ
- ง่ายและสะดวก
- ข้อจำกัด
- ต้องส่งปัสสาวะภายใน 1 ชั่วโมง หรือเก็บในตู้เย็นแล้วส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง
- หากปัสสาวะมีสารอื่นปนเปื้อนจากอาหารหรือยาที่รับประทานระหว่างวัน หรือดื่มน้ำมากไป จนปัสสาวะเจือจางลงมาก ก็อาจคลาดเคลื่อนได้
- เหมาะกับใครบ้าง
- ผู้ที่ต้องการทราบผลที่ชัดเจนกว่าที่ตรวจครรภ์แบบตรวจเองที่บ้าน
- ผู้ที่ไม่สะดวกเจาะเลือด หรือผู้ที่เจาะเลือดแล้วจะมีผลข้างเคียงอย่างรอยช้ำ
ตรวจครรภ์โดยการเจาะเลือด
หลักการวิธีนี้คือเจาะเลือดเพื่อหาฮอร์โมน hCG ในเลือดนั่นเอง ถือว่าเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง สามารถเลือกได้ทั้งการตรวจเลือดเพื่อวัดคุณภาพ hCG ซึ่งบ่งบอกการตั้งครรภ์อย่างเดียว และทราบผล 1-2 ชั่วโมง หรือภายในวันเดียวกัน หรือเลือกตรวจเพื่อวัดปริมาณ hCG ซึ่งจะบอกได้ทั้งผลการตั้งครรภ์ และสามารถคาดคะเนอายุครรภ์ได้อีกด้วย แต่จะต้องรอผลตรวจนานขึ้นเป็นประมาณ 1 – 3 วัน
- ข้อดี
- สามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้เร็ว คือตั้งแต่ 8-10 วันหลังการปฏิสนธิ
- ข้อจำกัด
- บางคนอาจมีผลข้างเคียงจากการเจาะเลือด หรือเป็นผู้ที่เส้นเลือดแตกง่าย กรณีนี้ เจาะเลือดแล้วอาจเกิดรอยช้ำ
- เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายมากกว่าการส่งตรวจปัสสาวะที่ห้องปฏิบัติการ
- เหมาะกับใครบ้าง
- ผู้ที่ต้องการทราบผลที่ชัดเจน ผู้ที่ตรวจด้วยที่ตรวจครรภ์ หรือใช้วิธีส่งตรวจปัสสาวะ อาจคลาดเคลื่อนจากการเจือจางของปัสสาวะได้ ผลจากเลือดจึงชัดเจนกว่า
- ผู้ที่มีบุตรยากหรือมีประวัติการแท้ง สามารถเลือกตรวจด้วยวิธีนี้เพื่อนำข้อมูลอื่นๆ ที่พบจากเลือดไปใช้ในการวางแผนการตั้งครรภ์ให้ดียิ่งขึ้น
ตรวจครรภ์โดยการอัลตราซาวด์
การตรวจอัลตราซาวด์โดยแพทย์สูตินรีเวช เป็นวิธีตรวจการตั้งครรภ์ผ่านการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงไปยังเนื้อเยื่อในช่องท้อง เพื่อสร้างภาพมดลูกและหาทารกในครรภ์ โดยอาจวางหัวตรวจไว้บนท้องน้อย หรือสอดเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งการสอดเข้าไปในช่องคลอดจะชัดเจนกว่า
การตรวจอัลตราซาวด์สามารถทำได้หลังประจำเดือนขาด 1 – 2 สัปดาห์ หรืออายุครรภ์ประมาณ 5 – 6 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับแพทย์พิจารณา นอกจากจะบอกได้ว่าตั้งครรภ์หรือไม่แล้ว ยังสามารถบอกอายุครรภ์ การมีลูกแฝด การตั้งครรภ์นอกมดลูก ก้อนเนื้องอก ถุงน้ำ ซีสต์ในรังไข่ หากตรวจหลังอายุครรภ์ 4 เดือนจะสามารถตรวจเพศ ภาวะน้ำคร่ำ รก และความผิดปกติหรือความพิการใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย สำหรับระยะเวลาการรอผลลัพธ์ สามารถรู้ได้เลยภายในวันเดียวกันกับที่ตรวจ
- ข้อดี:
- สามารถทราบอายุครรภ์
- ทราบรายละเอียดและภาวะผิดปกติอื่นๆ ได้ จึงอาจลดอัตราการแท้งในอนาคตได้
- ทราบเพศได้หากตรวจหลังอายุครรภ์ 4 เดือน
- ข้อจำกัด:
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
- เหมาะกับใครบ้าง
- คุณแม่ที่มีมดลูกผิดปกติหรือไม่แข็งแรง เพราะจะช่วยวางแผนการดูแลตนเองและเด็กในครรภ์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
- ผู้ที่ต้องการทราบอายุครรภ์และข้อมูลเกี่ยวกับครรภ์อย่างละเอียด
ทำอย่างไรต่อหากตั้งครรภ์
ควรไปพบแพทย์และฝากครรภ์ เพื่อตรวจดูรายละเอียดต่างๆ อายุครรภ์ ภาวะสุขภาพร่างกาย และรับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว การดูแลสุขภาพและพัฒนาการของทารกในครรภ์ รวมถึงรับวันนัดตรวจเป็นระยะกับแพทย์ ยิ่งฝากครรภ์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
กรณีตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม แนะนำโทรปรึกษาสายด่วน 1663
สรุปคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบ
นอกจากภาพรวมเกี่ยวกับการตรวจการตั้งครรภ์ทั้งหมดแล้ว มาดูคำถามที่พบบ่อยพร้อมคำตอบกัน
กินยาคุม จะตรวจตั้งครรภ์ขึ้นไหม
ขึ้นปกติ ยาคุมไม่ส่งผลกับปริมาณ hCG จึงไม่มีผลทำให้การตรวจตั้งครรภ์คลาดเคลื่อน
ตรวจครรภ์เร็วสุดกี่วัน
ถ้าตรวจแบบใช้ที่ตรวจตั้งครรภ์แบบตรวจเองที่บ้านเร็วสุด 12 – 14 วันนับจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด หรือหลังประจำเดือนขาด 7 วัน
ถ้าตรวจเลือด เร็วที่สุด 8-10 วันนับจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด
วิธีตรวจครรภ์แบบไหนตรวจได้เร็วที่สุด
ตรวจด้วยการเจาะเลือดถือว่าเร็วที่สุด คือตรวจได้ตั้งแต่ 8 – 10 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย ใช้เวลารอผล 1 – 2 ชั่วโมง รู้ภายในวันเดียวกัน หรือ 1 – 3 วันหากต้องการทราบอายุครรภ์ร่วมด้วย
วิธีตรวจครรภ์แบบไหนรู้ผลเร็วที่สุด
ที่ตั้งครรภ์ อ่านผลได้ภายในประมาณ 5 นาที
ส่งปัสสาวะตรวจที่ห้องแล็บ มักรู้ผลภายในวันถัดไป
ตรวจเลือด รู้ผลภายใน 1-2 ชั่วโมง วันเดียวกัน หรือ 1-3 วันหากต้องการทราบอายุครรภ์
อัลตราซาวด์ รู้ผลในตอนที่ตรวจ
แต่อย่าลืมคำนึงถึงว่าแต่ละแบบเหมาะจะตรวจในช่วงใดบ้าง
สรุป
การทดสอบการตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงสำคัญสำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจกำลังตั้งครรภ์ สิ่งที่สำคัญเวลาจะตรวจครรภ์ คือจะต้องตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่เร็วเกินไป เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน รวมถึงคำนึงถึงภาวะทางสุขภาพของตนเองเพื่อเลือกวิธีให้เหมาะสม หากใช้ที่ตรวจครรภ์แบบตรวจเองที่บ้านอย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้มาพร้อมกับชุดทดสอบเสมอ สุดท้ายหากไม่มั่นใจแนะนำให้ตรวจซ้ำ และหากแน่ใจแล้วว่าตั้งครรภ์ก็อย่าลืมรีบไปฝากครรภ์และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม
ข้อมูลอ้างอิง
1.NHS (9 February 2022) Online : เข้าถึงได้จาก “Doing a pregnancy test” สืบค้นเมื่อ Feb 26 , 2023
2.Lori Smith, MSN, BSN, WHNP-BC (May 24, 2017) Online : เข้าถึงได้จาก “Pregnancy tests: All you need to know” สืบค้นเมื่อ Feb 26 , 2023