Home เตรียมคลอด & หลังคลอดสัญญาณเตือนใกล้คลอด เช็กให้ชัวร์! เจ็บท้องจริงหรือหลอก? พร้อมวิธีรับมือฉบับแม่มือโปร

สัญญาณเตือนใกล้คลอด เช็กให้ชัวร์! เจ็บท้องจริงหรือหลอก? พร้อมวิธีรับมือฉบับแม่มือโปร

0 comments
สัญญาณเตือนใกล้คลอด

“ปวดท้องแบบนี้… ใช่ใกล้คลอดหรือยัง?” หรือ “ท้องลดลงมาขนาดนี้ ลูกจะออกวันไหน?”

เชื่อว่าคุณแม่ไตรมาส 3 (สัปดาห์ที่ 37-42) เกือบทุกคนต้องมีความกังวลนี้วนเวียนอยู่ในหัวค่ะ จริงๆ แล้วร่างกายของเราเก่งมากนะคะ เพราะเขาจะส่ง “สัญญาณลับ” มาบอกล่วงหน้าเสมอ เพียงแต่สัญญาณเหล่านั้นมีทั้งแบบ “อาการเตือนก่อนคลอด” ที่บอกให้เราเริ่มเตรียมตัว (ล่วงหน้าเป็นสัปดาห์) และแบบ “สัญญาณเตือนใกล้คลอด” ที่ฟันธงว่าต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้! (ล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมง)

เพื่อให้คุณแม่ไม่ Panic และตัดสินใจได้แม่นยำเหมือนมือโปร บทความนี้แม่สรุปมาให้แล้วค่ะว่า อาการแบบไหนคือของจริง อาการไหนแค่ซ้อม และสัญญาณอันตรายอะไรบ้างที่ต้องห้ามชะล่าใจ!

⚠️ Noteจากแม่: ข้อมูลนี้เป็นการรวบรวมแนวทางเบื้องต้นเพื่อช่วยให้คุณแม่สังเกตตัวเองได้ง่ายขึ้น แต่เนื่องจากร่างกายของคุณแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน หากมีความกังวลหรือพบอาการผิดปกติ โปรดติดต่อสอบถามแพทย์เจ้าของไข้หรือโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ทันทีเพื่อความปลอดภัยที่สุดค่ะ


💡 Key Takeaways (สรุป 3 ข้อสำคัญ):

  • “ท้องลด” ไม่ได้แปลว่าจะคลอดทันที: เป็นเพียงการเตรียมตัวของลูกน้อย อาจเกิดขึ้น 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอด ใจเย็นๆ ยังไม่ต้องรีบหิ้วกระเป๋าค่ะ
  • สูตรแยก “เจ็บจริง” VS “เจ็บหลอก”: เจ็บจริงต้องถี่ขึ้น แรงขึ้น และไม่หายไปเมื่อเปลี่ยนท่า ถ้าเดินไปคุยไปไม่ได้แล้ว… นั่นแหละค่ะของจริง!
  • กฎ 5-1-1: ถ้ามดลูกหดรัดทุก 5 นาที นานครั้งละ 1 นาที ติดต่อกัน 1 ชั่วโมง = ไปโรงพยาบาลทันที!
อาการเตือนก่อนคลอด

อาการเตือนก่อนคลอด

อาการเตือนก่อนคลอดเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นในช่วง 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอด 

อาการท้องลด หรือการที่ตำแหน่งของลูกเคลื่อนลง

อาการเตือนก่อนคลอดข้อนี้นับว่าพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ท้องแรก โดยลูกน้อยจะเคลื่อนลงไปบริเวณใกล้กระดูกเชิงกราน 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอด คุณแม่อาจรู้สึกว่าเดินลำบากขึ้นและต้องปัสสาวะบ่อยขึ้นเนื่องจากศีรษะของลูกกดทับกระเพาะปัสสาวะ แต่ก็มักจะหายใจสบายขึ้นเล็กน้อยเพราะลูกน้อยถอยออกมาจากบริเวณที่เป็นปอด 

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ใช่ท้องแรก ลูกอาจจะไม่ได้เคลื่อนที่ลงจนกว่าจะคลอดจริงๆ แต่เขาอาจมีการเคลื่อนที่โดยเคลื่อนศีรษะลงต่ำลง

ปากมดลูกเริ่มขยาย

อาการเตือนก่อนคลอดข้อนี้ก็เป็นอีกข้อที่คุณแม่ทุกคนไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือโปรจะต้องเจอ นั่นคือปากมดลูกของคุณแม่จะเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดโดยเริ่มขยาย หย่อนตัว และอาจจะนิ่มขึ้นในช่วงวันหรือสัปดาห์ก่อนคลอด ซึ่งแต่ละคนอาจจะขยายและหย่อนไม่เท่ากัน ในอัตราความเร็วความช้าที่ไม่เท่ากันด้วย ถ้ารู้สึกได้ว่าอยู่ในช่วงที่ปากมดลูกเริ่มขยาย แนะนำให้อยู่บ้านเฉยๆ 

ข้อต่อคลายตัวขึ้น 

ก่อนจะเริ่มเจ็บท้องคลอด คุณแม่อาจจะสังเกตเห็นว่าข้อต่อทั่วร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น ตึงน้อยลง เป็นหนึ่งในกระบวนการคลายตัวของกระดูกเชิงกรานเพื่อเตรียมต้อนรับเจ้าตัวน้อยนั่นเอง

ตารางเปรียบเทียบ: เจ็บท้องจริง VS เจ็บท้องหลอก

ท้องร่วง ท้องเสีย

ไม่เพียงแต่กล้ามเนื้อในมดลูกของคุณแม่เท่านั้นที่จะเริ่มผ่อนคลายตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ในร่างกายก็จะคลายตัวตามๆ กันไป รวมทั้งกล้ามเนื้อตรงทวารหนักด้วย อาการท้องร่วงจึงเป็นอีกหนึ่งอาการเตือนก่อนคลอดที่พบได้ทั่วไปเช่นกัน หากเกิดอาการนี้ก็อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ

น้ำหนักไม่เพิ่ม

น้ำหนักของคุณแม่จะไม่เพิ่มแล้ว สำหรับบางคนอาจจะลดลงในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ด้วย คุณแม่บางคนน้ำหนักอาจจะลงไป 0.5 – 1 กิโลกรัม ซึ่งถ้าน้ำหนักลดในเกณฑ์ประมาณนั้นถือว่าปกติและมักจะไม่ส่งผลต่อน้ำหนักแรกเกิดของทารก ที่น้ำหนักคุณแม่ลดลงเนื่องจากระดับน้ำคร่ำลดลง และเข้าห้องน้ำมากขึ้นนั่นเอง

เหนื่อย

คุณแม่จะกลับไปเหนื่อยคล้ายๆ ตอนไตรมาสแรก ทั้งกระเพาะปัสสาวะที่ทำงานหนัก ความเหนื่อย ท้องขนาดใหญ่ อาจทำให้ช่วงท้ายๆ นอนหลับยาก ลองพยายามหนุนหมอนและหาเวลางีบหลับถ้าเป็นไปได้

เกิดภาวะสัญชาตญาณการจัดบ้าน (Nesting Instinct)

สัญชาตญาณการจัดบ้าน หรือที่เรียกว่า Nesting Instinct เป็นอาการที่เป็นเอกลักษณ์มาก และบางคนอาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นอาการเตือนก่อนคลอด โดยคุณแม่บางคนแทนที่จะเหนื่อย อาจจะกลายเป็นว่ามีพลังงานขึ้นมาเฉยๆ อาจจะเกิดภาวะทำให้อยากลุกขึ้นมาทำนู่น ทำนี่ จัดบ้าน จัดของ เป็นต้น ซึ่งก็สามารถทำได้แต่อย่าหักโหม 

ตารางเปรียบเทียบ: เจ็บท้องจริง VS เจ็บท้องหลอก (ฟันธง!)

ลักษณะอาการเจ็บท้องหลอก (Braxton Hicks)เจ็บท้องจริง (True Labor)
ความถี่ไม่สม่ำเสมอ มาๆ หายๆถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกา
ความแรงคงที่ หรือเบาลงเมื่อพักแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพูดแทรกไม่ได้
ตำแหน่งที่ปวดปวดแค่ช่วงท้องด้านหน้าปวดลามจากหลังมาหน้าท้อง
เมื่อเปลี่ยนท่าอาการมักจะหายไปเดินหรือนอนพักก็ไม่หาย

สัญญาณเตือนใกล้คลอด อาการที่บอกว่ากำลังจะคลอดมีอะไรบ้าง

สัญญาณเตือนใกล้คลอดนี้เป็นสัญญาณที่ใกล้เข้ามามากกว่าอาการก่อนคลอด โดยเมื่อมีอาการแล้ว อาจจะต้องการคลอดภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือภายในประมาณ 1 วันหลังจากนั้น 

รู้สึกว่ามีอาการมดลูกหดตัวที่บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น หรือเรียกว่าอาการ “เจ็บท้องจริง”

โดยประเมินความถี่ ความรุนแรง และตำแหน่งของความเจ็บปวดร่วมด้วย คุณแม่หลายท่านอาจจะสับสนอาการมดลูกเกร็งตัว หดตัว ตอนที่ใกล้จะคลอดเต็มที่ กับอาการมดลูกหดรัดตัว แบบ “Braxton Hick Contraction” หรือที่เรียกว่า “อาการเจ็บครรภ์หลอก” “อาการเจ็บท้องหลอก” 

สำหรับวิธีการแยกความแตกต่างนั้น การหดตัวที่เป็นอาการเตือนใกล้คลอดจะมีลักษณะดังนี้

  • การหดตัวนั้นสม่ำเสมอหรือมีระยะเท่าๆ กัน สม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อยๆ
  • มีระยะเวลาประมาณ 30 ถึง 70 วินาทีในแต่ละครั้ง
  • รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และอาการไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง แม้ว่าจะพยายามปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วก็ตาม อาจจะประสบปัญหาในการเดิน หรือพูดคุยตามมา 

มีมูกเลือด

มูกเลือดหรือเรียกว่า Bloody show ที่หลุดออกมาจากร่างกายเป็นสัญญาณเตือนใกล้คลอดที่สังเกตได้ด้วยตา ก่อนคลอด ปากมดลูกจะถูกปิดด้วยเมือกปิดปากมดลูก (Mucus Plug) ซึ่งเมื่อหลุดออกมาอาจจะหลุดมาเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวหรือเป็นชิ้นเล็กๆ หลายชิ้นก็ได้ บางคนอาจจะไม่ได้สังเกตว่าเมือกปากมดลูกตัวนี้หลุดออกมาแล้ว เมื่อใกล้คลอด โดยเฉพาะช่วงหนึ่งวันก่อนคลอด มักจะมีตกขาวเพิ่มขึ้น หนาขึ้นและมีสีชมพูขึ้นด้วย 

ปวดท้องและหลังส่วนล่าง 

รู้สึกปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง ปวดท้อง หรือมีความดันในช่องท้องลดลง คุณแม่อาจมีอาการปวดหลังส่วนล่าง ลามไปถึงขา แม้ว่าจะเปลี่ยนท่านั่งหรือท่าทางอย่างไรก็ไม่หาย

น้ำคร่ำแตก

ลูกน้อยจะเติบโตภายในถุงของเหลวที่เรียกว่าถุงน้ำคร่ำ เมื่อถึงเวลาที่ทารกจะคลอด ถุงน้ำคร่ำมักจะแตกและน้ำคร่ำจะไหลออกทางช่องคลอด 

อาการน้ำคร่ำแตกมักเกิดขึ้นหลังจากที่เริ่มมีอาการเจ็บครรภ์คลอดแล้ว และลักษณะของน้ำคร่ำที่ออกมาก็จะต่างกันไป ไม่ได้จำเป็นต้องออกมาทีละมากๆ หรือพุ่งออกมาเสมอไป แต่ก็อาจมีบาง บางคนอาจรู้สึกเหมือนเป็นหยดน้ำไหลมากกว่า นอกจากนั้นอาการนี้ยังเกิดขึ้นเพียงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ บางคนมองว่าน้ำคร่ำแตกเป็นสัญญาณหลักๆ ของการจะคลอด แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เสมอไป บางคนไม่ได้น้ำคร่ำแตกก่อนคลอด แต่แตกระหว่างคลอดก็มี ดังนั้นถ้ามีสัญญาณเตือนใกล้คลอดอื่นๆ ที่บ่งบอกว่าจะคลอด สามารถแจ้งพยาบาลผดุงครรภ์ได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำคร่ำแตก

ถ้าเป็นคุณแม่ที่น้ำคร่ำแตกก่อนคลอด เมื่อน้ำคร่ำแตกแล้ว จะคลอดเมื่อไหร่นั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคน แต่ปกติจะคลอดภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากน้ำคร่ำแตก หรือเร็วกว่านั้น ให้โทรหาพยาบาลผดุงครรภ์ ใช้แผ่นอนามัย (ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอด) เพื่อตรวจสอบสีของน้ำ น้ำคร่ำควรมีลักษณะใสและซีด อาจจะเปื้อนเลือดเล็กน้อยในตอนแรก แต่หากน้ำคร่ำน้ำมีกลิ่นหรือมีสี หรือคุณแม่รู้สึกว่ากำลังเสียเลือด ควรแจ้งพยาบาลผดุงครรภ์ด่วน

ถ้าคุณแม่คลอดธรรมชาติ ระหว่างรอให้สังเกตว่าลูกน้อยเคลื่อนไหวปกติไหมและควรวัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง 

ถ้าลูกเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ มีการเปลี่ยนแปลงของสีหรือกลิ่นของของเหลวใดๆ ที่มาจากช่องคลอดของคุณแม่ หรือมีไข้สูง ควรรีบแจ้งพยาบาล

📝 Editor’s Summary:

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: พักผ่อนให้มากที่สุด ตุนแรงไว้ใช้ตอนเบ่ง
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการท้องเสียเล็กน้อย หรือการปวดฉี่บ่อย
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ลูกดิ้นน้อยลง (น้อยกว่า 10 ครั้ง/วัน)

ชวนเข้าใจการเตรียมตัวก่อนคลอด ดูแลตัวเองอย่างไรช่วงมีสัญญาณเตือนใกล้คลอด

  • ไปตรวจสุขภาพครรภ์ตามนัดทุกครั้ง ในช่วงเดือน 9 ที่ใกล้คลอดนั้น แพทย์อาจนัดคุณแม่ตรวจสุขภาพเป็นรายสัปดาห์ ควรไปอย่างสม่ำเสมอ
  • หากรู้สึกว่าอยากเดิน เคลื่อนไหว หรือออกกำลังกาย สามารถทำได้ แนะนำให้ออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำหรือไม่มีแรงกระแทก เดิน โยคะเบาๆ เป็นต้น 
  • ดื่มน้ำ อาจดื่มเกลือแร่เพื่อช่วยรักษาระดับพลังงานด้วยก็ได้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แนะนำเป็นอาหารจำพวกเนื้อไม่ติดมัน โยเกิร์ต ถั่ว ผัก และเมล็ดธัญพืช
  • ลองฝึกสมาธิ และรับพลังงานบวกมากๆ อยู่ใกล้ๆ คนมองโลกในแง่ดีเข้าไว้
  • ลองฝึกการผ่อนคลายและการหายใจ โดยเฉพาะเมื่อมีการหดรัดตัวที่รุนแรงขึ้นและเจ็บปวดมากขึ้น ให้คู่ชีวิตหรือคนใกล้ตัวทำไปกับคุณแม่ด้วยก็ได้
  • เวลารู้สึกเจ็บปวดมากๆ การส่งเสียงออกมาจะช่วยระบายและทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้
  • ให้คนใกล้ตัวช่วยถูหลัง สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้
  • อาบน้ำอุ่นช่วยให้ผ่อนคลายได้
  • จัดของเตรียมคลอด เตรียมกระเป๋าสำหรับไปโรงพยาบาล
  • ศึกษารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการคลอด เทคนิคการผ่อนคลาย วิธีหายใจ ตำแหน่งการคลอด  วิธีบรรเทาความเจ็บปวดแบบต่างๆ รวมไปถึงและการเลี้ยงดูเด็กทารกแรกเกิดตั้งแต่ 24 ชั่วโมงแรก
  • สังเกตอาการอยู่เสมอ พยายามผ่อนคลาย ไม่เครียดจนเกินไป ถ้ากังวลอาจปรึกษากับพยาบาลผดุงครรภ์ของตนเป็นระยะ

โทรแจ้งพยาบาลผดุงครรภ์หรือแผนกสูติกรรมเสมอ หาก:

  • น้ำคร่ำแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าของเหลวมีลักษณะเป็นสีเขียวหรือสีน้ำตาล เพราะอาจเป็นสัญญาณว่ามีขี้เทาหรือเป็นอุจจาระก้อนแรกของทารกซึ่งอาจเป็นอันตรายได้หากทารกกินเข้าไป
  • คุณแม่มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • คุณแม่มีสารคัดหลั่งสีแดงสด (ไม่ใช่สีน้ำตาลหรือสีชมพู)
  • ลูกน้อยของคุณแม่เคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์แต่ทำท่าว่าจะคลอด
  • คุณแม่มีอาการมองเห็นไม่ชัดหรือเห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะรุนแรงหรือบวมอย่างกะทันหัน ทั้งหมดนี้อาจเป็นอาการของภาวะครรภ์เป็นพิษ 
  • คุณแม่อาเจียนไม่หยุด
สัญญาณอันตราย: เลิกอ่านแล้วไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!

⚠️ สัญญาณอันตราย: เลิกอ่านแล้วไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!

หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ไม่ต้องรอให้ครบ 5 นาที หรือรอให้น้ำคร่ำแตกค่ะ:

  1. เลือดออกสีแดงสด (เหมือนประจำวัน)
  2. น้ำคร่ำสีเขียวหรือน้ำตาล (ลูกอาจถ่ายขี้เทาในครรภ์ อันตรายมาก!)
  3. ตาพร่ามัว ปวดหัวรุนแรง (เสี่ยงครรภ์เป็นพิษ)
  4. ลูกดิ้นน้อยลงผิดปกติ

คำถามที่พบบ่อย

เข้าใจภาพรวมของสัญญาณเตือนก่อนคลอดและใกล้คลอดไปแล้ว มาดูสรุปคำถามที่พบบ่อยพร้อมคำตอบกัน

ไปหาหมอเมื่อไหร่ดี

พยายามอย่าเครียดว่าจะคลอดเมื่อไหร่ หรือเมื่อไหร่ควรไปหาหมอ ช่วงไตรมาสสุดท้ายถ้าหากคุณแม่ได้พบแพทย์บ่อยอยู่แล้ว ทางโรงพยาบาลจะช่วยสังเกตอาการให้เอง

ในกรณีที่ต้องสังเกตอาการด้วยตัวเอง ให้ใจเย็นๆ และค่อยๆ ดูสัญญาณของการคลอดไปทีละอย่าง ซึ่งถ้าหากน้ำคร่ำแตก หรือมีอาการปวดท้องจริง นั่นถือว่าเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าควรไปหาหมอ

การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร?

ถ้ามีอาการว่าจะคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ถือว่าอาจจะคลอดก่อนกำหนดได้ ถ้ามีอาการเจ็บครรภ์หรือสัญญาณอื่นๆ ที่คล้ายว่าจะใกล้คลอด ให้โทรหาแพทย์เจ้าของครรภ์

เป็นไปได้ไหมที่จะไม่รู้ตัวว่ากำลังจะคลอด

การคลอดเและการตั้งครรภ์ของคุณแม่แต่ละท่านล้วนมีความแตกต่างกัน อาจจะเร็วช้าต่างกัน รุนแรงต่างกัน เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการเจ็บเตือนก่อนคลอด รู้สึกได้หรือมีสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นไปได้น้อยที่จะไม่รู้ตัวเลย

สรุปหัวใจสำคัญที่คุณแม่ต้องจำ!

การแยกให้ออกระหว่างอาการเตือนและสัญญาณจริง จะช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลและเตรียมตัวต้อนรับเจ้าตัวน้อยได้อย่างมีสติค่ะ

  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันที (Red Flags!): หากพบน้ำคร่ำสีเขียว/น้ำตาล, เลือดออกสด, ปวดหัวรุนแรง, ตาพร่ามัว หรือลูกดิ้นน้อยลง ห้ามรอ! ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
  • สิ่งที่ควรโฟกัส: สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในทุกวัน หากเข้าสู่สัปดาห์ที่ 36+ ควรเตรียมตัวอ่าน คู่มือเตรียมความพร้อม ท้อง 9 เดือน เพื่อเช็กพัฒนาการลูกน้อยโค้งสุดท้ายให้ชัวร์
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: อาการท้องลด ท้องเสีย หรือปากมดลูกขยายเล็กน้อยในช่วง อาการเตือนก่อนคลอด เป็นเรื่องปกติของร่างกายที่กำลังเตรียมทางออกให้ลูกรักค่ะ

ไม่ว่าคุณแม่จะวางแผน การคลอดธรรมชาติ หรือเตรียมตัวผ่าคลอด
การรู้เท่าทัน สัญญาณเตือนใกล้คลอด คืออาวุธสำคัญที่จะทำให้การพบหน้าลูกรักครั้งแรกเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุดค่ะ

📌 ข้อมูลสำคัญเพื่อความปลอดภัย: > ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ (เช่น CDC, NHS และ AAP) เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการสังเกต อาการเตือนก่อนคลอด และ สัญญาณเตือนใกล้คลอด เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยหรือการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณแม่มีอาการเจ็บท้องรุนแรง น้ำคร่ำแตก เลือดออก หรือรู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยลง กรุณาเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ฝากครรภ์โดยเร็วที่สุดโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดคลอดค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง

1.NHS strikes Online : เข้าถึงได้จาก “Signs that labour has begun” สืบค้นเมื่อ Feb 27 , 2023

2.Catherine Donaldson-Evans Medically Reviewed by James Greenberg, M.D. (August 6, 2021) Online : เข้าถึงได้จาก “Signs of Labor” สืบค้นเมื่อ Feb 27 , 2023

You may also like

ParentSmart ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้เราจดจำคุณได้ และนำเสนอเนื้อหาพัฒนาการลูกน้อยที่ตรงใจคุณแม่มากที่สุด หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้เราดูแลคุณผ่านคุกกี้ตาม [นโยบายความเป็นส่วนตัว] ของเรานะคะ Accept Read More