Home เตรียมตัวมีลูก & เริ่มตั้งครรภ์ตกขาวคนท้อง สีไหนปกติ สีไหนอันตราย? เช็กด่วน! พร้อมวิธีรักษาที่แม่ท้องต้องรู้

ตกขาวคนท้อง สีไหนปกติ สีไหนอันตราย? เช็กด่วน! พร้อมวิธีรักษาที่แม่ท้องต้องรู้

0 comments
ตกขาวคนท้อง

ตกขาวสีแปลกๆ มาทีไร แม่ใจแป้วทุกทีใช่ไหมคะ? จะถามใครก็เขิน จะเก็บไว้ก็กังวล จริงๆ แล้วตกขาวคือ “สัญญาณเตือนภัย” ที่ร่างกายส่งออกมาบอกว่าสุขภาพช่องคลอดของแม่ตอนนี้เป็นอย่างไร โดยเฉพาะสำหรับว่าที่คุณแม่ ตกขาวคนท้องอาจเป็นหนึ่งใน อาการเตือนคนเริ่มท้อง ที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งเลยค่ะ

แต่จะรู้ได้ยังไงว่าสีไหนคือ “แค่ฮอร์โมนเปลี่ยน” และสีไหนคือ “เชื้อโรคกำลังบุก” ที่อาจส่งผลกระทบต่อ พัฒนาการทารกในครรภ์ ของเรา? บทความนี้แม่จะขอทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ ฟันธงให้ชัดว่าสีไหนโอเค สีไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล พร้อมวิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (CDC และ Mayo Clinic) เพื่อให้แม่และเจ้าตัวเล็กปลอดภัยที่สุดค่ะ


⚠️ Note จากแม่: ข้อมูลนี้ใช้เพื่อความรู้เบื้องต้นเท่านั้นนะคะ ร่างกายแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน หากมีอาการผิดปกติที่ทำให้แม่กังวลใจ “การปรึกษาคุณหมอคือทางออกที่ดีที่สุด” เพื่อความปลอดภัยของแม่และเจ้าตัวเล็กค่ะ

💡 Key Takeaways (สรุปเน้นๆ ให้คุณแม่):

  • ตกขาวปกติ: ต้องสีใสหรือขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่คัน (มักเพิ่มปริมาณขึ้นตามอายุครรภ์)
  • สัญญาณอันตราย: หากเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เขียว มีฟอง หรือมีเลือดปน ร่วมกับอาการคัน/ปวดท้อง “หาหมอทันที” ไม่ต้องรอสังเกตอาการ
  • ห้ามทำเด็ดขาด: ห้ามซื้อยาสอดหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง เพราะยาบางกลุ่มอันตรายต่อพัฒนาการลูกในครรภ์

ตกขาวคืออะไร และตกขาวเกิดจากอะไร

ตกขาวเป็นสารคัดหลั่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ุ มีหน้าที่ทำความสะอาดช่องคลอด ช่วยให้ช่องคลอดปราศจากเชื้อโรค  โดยมักจะมี 2 – 3 วันก่อนมีประจำเดือน ช่วงก่อนมีรอบเดือน ช่วงที่มีแรงกระตุ้นทางเพศ หรือช่วงใกล้ตั้งครรภ์ ดังนั้นก็พูดสรุปได้ว่าตกขาวเกิดจากกลไกของร่างกายต้องการทำความสะอาดและรักษาสมดุลช่องคลอดให้เหมาะกับร่างกายในช่วงนั้นๆ นั่นเอง

ตกขาวประกอบไปด้วย

  • เมือกที่หลั่งออกมาจากปากมดลูกและต่อมบาร์โธลิน
  • เมือกที่หลั่งออกมาจากต่อมไขมันและเหงื่อจากปากช่องคลอด
  • เซลล์ที่ตายแล้วจากเยื่อบุผิวในช่องคลอดและปากมดลูก
  • ของเหลวที่ไหลผ่านผนังหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์
  • แบคทีเรีย ทั้งแบคทีเรียทั่วไปและแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนและรักษาค่า pH ในช่องคลอด

สี ลักษณะ และปริมาณของจะต่างกันไปตามอายุและตามช่วงของประจำเดือน อย่างไรก็ตาม หากตกขาวเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ก็อาจเป็นสัญญาณความผิดปกติของฮอร์โมน หรือการติดเชื้อได้ 

สีตกขาวบอกอะไรแม่? (Scannability First)

ตกขาวมีหลากหลายประเภท โดยมักจะแยกความแตกต่างของประเภทได้จากสี ร่วมกับลักษณะ ดังนี้

สีและลักษณะสาเหตุส่วนใหญ่ฟันธง: สิ่งที่แม่ต้องทำ
ขาวขุ่น/ใส (เหมือนแป้งเปียก)การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน (ปกติ)ไม่ต้องกังวล รักษาความสะอาดตามปกติ
ขาวขุ่นเป็นก้อน (เหมือนนมบูด)ติดเชื้อรา (Yeast Infection)ควรหาหมอ มักเกิดจากภูมิตก/ความชื้น
เหลืองเขียว / มีฟอง / กลิ่นคาวติดเชื้อพยาธิหรือแบคทีเรียพบแพทย์ด่วน! เสี่ยงถุงน้ำคร่ำอักเสบ
เทาอ่อน / กลิ่นเหมือนปลาเน่าแบคทีเรียเสียสมดุล (BV)พบแพทย์ ต้องได้รับยาที่ปลอดภัยต่อลูก
น้ำตาล / ชมพู / มีเลือดปนเลือดล้างหน้าเด็ก หรือ สัญญาณแท้งนอนนิ่งๆ และไป รพ. หากไม่ใช่ช่วงเริ่มท้อง

ปัจจัยแวดล้อมที่อาจทำให้ลักษณะ สี และปริมาณของตกขาวเปลี่ยน

  • โรคหรือสภาวะบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากติดเชื้อเอชไอวี (HIV) 
  • ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เคมีบำบัด อาจทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง หรือยาปฏิชีวนะ อาจส่งผลต่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในช่องคลอด
  • ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนอาจกระทบต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • หลังมีประจำเดือน หรือหลังการมีกิจกรรมทางเพศ สภาพแวดล้อมของช่องคลอดก็เปลี่ยนไป ตกขาวจึงอาจเปลี่ยนไปด้วย

ตกขาวผิดปกติเกิดจากอะไร 

ตกขาวเป็นกลไกร่างกายตามปกติที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ สี หรือปริมาณตามปัจจัยต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไข่ตก ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ ฯลฯ ซึ่งถึงแม้จะเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แต่ก็อาจจะมีบางกรณีที่ตกขาวที่ผิดปกตินั้นเป็นสัญญาณของอาการหรือโรคได้เช่นกัน ดังนี้

ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis) 

เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไป ทำให้เกิดตกขาวเพิ่มขึ้น มีกลิ่นเหม็นรุนแรงและมีกลิ่นคาว บางครั้งอาจมีลักษณะเป็นสีเทา ไม่หนา และดูเหลวเป็นน้ำ บางกรณีการติดเชื้อชนิดนี้ก็ไม่ได้มีการแสดงอาการใดๆ

แม้ว่าภาวะแบคทีเรียในช่องคลอดจะไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือเพิ่งมีคู่นอนใหม่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อนี้ได้ การติดเชื้อยังทำให้ผู้ที่ติดมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อื่นๆ ด้วย

โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis)

เป็นการติดเชื้ออีกประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากติดเชื้อโปรโตซัว โดยปกติจะแพร่กระจายโดยการสัมผัสทางเพศ แต่ก็สามารถติดต่อได้ผ่านการใช้ของใช้และเสื้อผ้าร่วมกัน เช่น ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือชุดว่ายน้ำร่วมกัน

ส่วนใหญ่แล้วคนที่เป็นโรคนี้มักจะไม่แสดงอาการ แต่หากแสดงอาการก็จะสังเกตได้จากตกขาวสีเหลือง เขียว หรือเป็นฟอง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ อาการเจ็บ อักเสบ และคันบริเวณช่องคลอด ตลอดจนเจ็บหรือคันเวลาปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อยีสต์

ยีสต์ก็เป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง การติดเชื้อยีสต์เกิดขึ้นเมื่อการเจริญเติบโตของยีสต์เพิ่มขึ้นในช่องคลอด ทำให้เกิดตกขาวสีขาวที่มีลักษณะหนามากคล้ายกับคอทเทจชีส มักไม่มีกลิ่น

อาการอื่นๆ ได้แก่ แสบร้อน คัน และระคายเคืองบริเวณช่องคลอด ร่วมกับอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือขณะปัสสาวะ

สาเหตุที่ติดเชื้อยีสต์อาจมาจากปัจจัยต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • ความเครียด
  • โรคเบาหวาน
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การตั้งครรภ์
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะการใช้เป็นเวลานานกว่า 10 วัน

โรคหนองในและหนองในเทียม

โรคหนองในและหนองในเทียมเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถทำให้เกิดตกขาวผิดปกติได้ มักเป็นสีเหลือง เขียว หรือขุ่น

อาจมีอาการ

  • ปวดเมื่อปัสสาวะ
  • ปวดท้อง
  • มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน

แต่บางคนก็อาจไม่มีอาการเลย

เริมที่อวัยวะเพศ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้จะทำให้ตกขาวหนาและมีกลิ่นแรง โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ อาจมีแผลรอบๆ อวัยวะเพศ พร้อมกับมีเลือดออกระหว่างมีประจำเดือนและรู้สึกแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ

ทั้งนี้ บางคนก็อาจไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่ได้รุนแรงมาก แต่หากใครที่มีอาการก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นซ้ำและอาจมีอาการทุกครั้งที่เป็น

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ

ตกขาวหนัก ลักษณะหนา มีกลิ่นเหม็น และปวดท้อง หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือขณะมีประจำเดือนหรือปัสสาวะ อาจเป็นสัญญาณของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ

เกิดจากการที่แบคทีเรียเคลื่อนเข้าสู่ช่องคลอดและขึ้นไปยังอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ หรืออาจเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น หนองในเทียมหรือหนองใน คือผู้ป่วยอาจเป็นแต่ไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ได้รักษาและลุกลามมาเป็นภาวะนี้ได้นั่นเอง

การติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา (Human papillomavirus) หรือมะเร็งปากมดลูก

ติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมาผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และอาจนำไปสู่มะเร็งปากมดลูกได้ แม้ว่ามักจะไม่มีอาการ แต่มะเร็งชนิดนี้อาจส่งผลให้เกิด:

  • ตกขาวสีน้ำตาล มีเลือด ที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • มีเลือดออกผิดปกติระหว่างมีประจำเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์
  • เจ็บปวดขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น

ในบางกรณี ตกขาวสีน้ำตาลหรือเลือดอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเนื้องอกได้ด้วย แต่พบไม่บ่อย ถือเป็นเคสหายาก

การรักษาตกขาวคนท้องผิดปกติ

การรักษานั้นจะรักษาตามสาเหตุ โดยเบื้องต้นเริ่มจากซักประวัติ อาการ รอบเดือน และการใช้ชีวิตทั่วไป ตรวจร่างกาย บางกรณีอาจตรวจกระดูกเชิงกรานด้วย ซึ่งหากมีการติดเชื้อก็มักจะทราบได้จากการตรวจอุ้งเชิงกรานนี้เอง หากแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกาย อาจจะต้องมีการเก็บตัวอย่างตกขาวจากช่องคลอดเพื่อนำไปส่งตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบเพิ่มเติม ในบางกรณีอาจต้องขูดปากมดลูกเพื่อตรวจหาไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือมะเร็งปากมดลูก เมื่อแพทย์ทราบสาเหตุที่ผิดปกติแล้วก็อาจวินิจฉัยให้รักษาตามเหมาะสม อาจเป็นการทานยาปฏิชีวนะ การสอดยาเข้าทางช่องคลอด หรือการผ่าตัด เป็นต้น 

วิธีการรักษาตามสาเหตุหลักๆ 3 ประการ ได้แก่

  • การรักษาเมื่อมีปัญหาประเภทการติดเชื้อราในช่องคลอด: ให้ยาฆ่าเชื้อรา อาจใช้รับประทาน ทา หรือเหน็บ
  • การรักษาเมื่อมีปัญหาประเภทการติดเชื้อแบคทีเรีย: ให้ยาปฏิชีวนะและงดกิจกรรมทางเพศ
  • การรักษาเมื่อมีปัญหาประเภทพยาธิ: ให้ยาปฏิชีวนะ และรักษาผู้ที่เป็นคู่นอน

นอกจากนั้นแล้ว การติดเชื้อในบริเวณช่องคลอดนั้นอาจจะเป็นการติดเชื้อเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง ติดเชื้อเป็นระยะสั้น หรือระยะยาว เป็นแล้วรักษาหาย ติดเชื้อซ้ำไม่บ่อย หรืออาจจะกลับมาติดซ้ำได้บ่อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน วิธีการรักษาจึงจะต้องมีการติดตามอาการและปรับเปลี่ยนตามเหมาะสม 

ตกขาวผิดปกติ ต้องรักษาไหม? ทำไมจึงควรรักษา

ตกขาวผิดปกติ ต้องรักษาไหม? ทำไมจึงควรรักษา

บางคนอาจไม่ได้รู้สึกว่าร้ายแรงอะไร ปล่อยไว้ก็ได้ ขอบอกเลยว่าอาจคิดผิด หากพบว่าตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีฟอง หรือเป็นสีผิดปกติเช่นสีเขียวเข้ม แปลว่าเป็นสัญญาณของอาการผิดปกติบางอย่าง ถ้าหากปล่อยไว้นานๆ ไม่ได้รับการรักษาและดูแล อาจจะยิ่งลาม และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในอนาคตได้ เช่น กลายเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกเชิงกรานอักเสบ หรือทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

การดูแลตัวเองที่บ้าน

เนื่องจากตกขาวเป็นกลไกตามธรรมชาติ จึงไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ แต่สามารถใช้วิธีดูแลรักษาความสะอาดเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อได้ โดยแนะนำให้

  • ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า แต่หลีกเลี่ยงการสวนล้างเข้าไปถึงช่องคลอด รวมถึงหลีกเลี่ยงการฉีดน้ำแรงๆ เนื่องจากอาจทำให้แบคทีเรียดีที่อยู่ในช่องคลอดหายไป
  • ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ แต่หากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับช่องคลอด ให้เลือกที่ไม่ระคายเคือง และเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ไม่จำเป็น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่น เพราะอาจแปลว่ามีส่วนผสมของน้ำหอมหรือการแต่งกลิ่น
  • ใช้ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี 
  • เช็ดจุดสำคัญให้แห้งเสมอ หลีกเลี่ยงความอับชื้น 
  • ป้องกันเมื่อมีกิจกรรมทางเพศ 
  • เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ
  • ถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
  • ไม่อาบน้ำที่อุณหภูมิสูง และแนะนำไม่แช่น้ำนานเกิน 15 นาที
  • ดื่มน้ำมากๆ 
  • ลองลดการรับประทานอาหารที่มีเครื่องเทศ อาหารที่มีน้ำมันเยอะ กาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม

อาการแบบนี้ ควรพบแพทย์

อาการที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่

  • สีหรือลักษณะของตกขาวผิดปกติ เช่น จับตัวเป็นก้อน มีกลิ่นรุนแรง มีฟอง ฯลฯ
  • ระคายเคืองบริเวณช่องคลอด
  • เลือดออกระหว่างรอบเดือน หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือหลังวัยหมดระดู
  • ปวดช่องท้องผิดปกติ
  • รู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อปัสสาวะ
  • ปวดช่องท้องระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • มีไข้
  • น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ
  • เหนื่อยล้าโดยไม่มีสาเหตุ
  • ปัสสาวะเพิ่มขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ

📝 Editor’s Summary: ตกขาวแบบไหนที่แม่ไม่ต้องนอนเซ็ง

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: สังเกต “กลิ่น” และ “อาการคัน” เป็นหลัก ถ้าสองอย่างนี้มาพร้อมสีที่เปลี่ยนไป คือผิดปกติชัวร์
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: ตกขาวที่ปริมาณเยอะขึ้นแต่ยังสีขาวใส (Leukorrhea) เป็นกลไกป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่มดลูกของร่างกายแม่เอง
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: คันจนนอนไม่ได้, มีกลิ่นเหม็นโชย, ปวดท้องน้อยรุนแรง หรือมีไข้ร่วมด้วย

ถาม-ตอบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตกขาวคนท้อง

พอจะเห็นภาพรวมกันไปแล้ว ลองมาสรุปคำถามและคำตอบที่พบบ่อยกัน

คำถามยอดฮิตคำตอบจากแม่ (ฟันธง!)
ตกขาวเยอะแค่ไหนถึงปกติ?ปกติแม่จะมีตกขาวประมาณ 1 ช้อนชา/วัน แต่ถ้าท้องจะเยอะขึ้นได้ ฟันธง: ถ้าไม่คัน ไม่เหม็น ไม่ต้องกังวลค่ะ
ตกขาวเป็นก้อนแป้ง/ก้อนขุ่น?ติดเชื้อรา (Yeast Infection) แน่นอนค่ะ มักมาพร้อมอาการคันยิบๆ ห้ามสวนล้างเด็ดขาด ให้พบแพทย์เพื่อรับยา
ตกขาวมีกลิ่นคาว/กลิ่นเหม็น?แบคทีเรียเสียสมดุล หรือ ติดเชื้อพยาธิ ถ้ามีกลิ่นโชยออกมาแม้จะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ควรไปหาหมอทันทีค่ะ
ตกขาวบอกว่า “ท้อง” ได้จริงไหม?จริงส่วนหนึ่งค่ะ ตกขาวคนท้อง (Leukorrhea) จะเยอะและใสขึ้น แต่ต้องตรวจครรภ์ยืนยันชัวร์ที่สุด

ตกขาวเยอะแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ? ลืมเรื่อง 1-4 มิลลิลิตรไปได้เลยค่ะ เพราะเราไม่เอาสลิงมาตวงแน่นอน!

วิธีเช็ก: ให้ดูว่าตกขาวเปียกชุ่มกางเกงในจนต้องเปลี่ยนระหว่างวันไหม? หรือต้องใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลาหรือเปล่า?

ฟันธง: ถ้าปริมาณเยอะแต่ “ใส/ขาวขุ่น” และ “ไร้กลิ่น” = ปกติ (ร่างกายกำลังขับสิ่งสกปรก) แต่ถ้าเยอะแล้ว “เหนียวข้น/มีสี/คัน” = หาหมอค่ะ

ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เกิดจากอะไร อันตรายไหม?

H3: กลิ่นคือตัวบอกเหตุที่ดีที่สุดค่ะ! หากตกขาว มีกลิ่นเหม็น (Foul odor) หรือ กลิ่นคาวปลา (Fishy smell) มักเกิดจากภาวะแบคทีเรียในช่องคลอดอักเสบ (BV)

อันตรายไหม: สำหรับคนทั่วไปอาจแค่รำคาญ แต่สำหรับ แม่ท้อง หากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด หรือถุงน้ำคร่ำอักเสบได้ค่ะ

ตกขาวเป็นก้อนแป้ง (Cottage Cheese) เกิดจากอะไร?

Keyword นี้คือ “เชื้อรา” ค่ะ! ลักษณะจะเหมือนโยเกิร์ตที่จับตัวเป็นก้อน หรือแป้งเปียกแห้งๆ

อาการร่วม: คันบริเวณปากช่องคลอด หรือแสบตอนปัสสาวะ

Editor’s Tip: ช่วงท้องช่องคลอดจะมีความหวานและชื้นสูง ทำให้เชื้อราโตง่ายมาก ไม่ต้องอายคุณหมอนะคะ ยาสอดช่วยได้ใน 3-7 วันค่ะ

ลูกสาวตัวน้อยมีตกขาว ผิดปกติไหม?

คุณแม่ไม่ต้องตกใจค่ะ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็มีตกขาวได้จากฮอร์โมนของคุณแม่ที่ยังค้างอยู่ หรือเกิดจากความอับชื้น (ผ้าอ้อม)

เมื่อไหร่ที่ต้องกังวล: ถ้าตกขาวลูกมีเลือดปน มีกลิ่นเหม็น หรือลูกโยเยเกาเป้าบ่อยๆ อันนี้ต้องพาไปหาคุณหมอเด็กเพื่อเช็กว่ามีการระคายเคืองหรือติดเชื้อหรือไม่ค่ะ

สรุป

สรุปว่าตกขาวเป็นกลไกร่างกายตามธรรมชาติ อาจจะมีปริมาณ สี และลักษณะต่างกันไปตามฮอร์โมนในช่วงนั้น ซึ่งโดยรวมแล้วหากเป็นสีขาว สีใส หรือขาวออกเหลืองนิดๆ ยืดได้หรือเหลว ไม่จับตัว ถือว่าปกติ แต่ตกขาวสีเหลือง สีเขียว สีเทา มีเลือดปน จับตัวเป็นก้อน มีฟอง มีกลิ่น เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสอบและรักษาตามสาเหตุ ก่อนที่อาการจะลามรุนแรงมากขึ้น

ข้อควรระวัง (Disclaimer): เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้และการสื่อสารข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้แทนการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค หรือการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ได้ ข้อมูลนี้อ้างอิงจากหลักการทางการแพทย์ทั่วไป (เช่น CDC, Mayo Clinic) แต่อาจไม่ครอบคลุมเงื่อนไขสุขภาพเฉพาะบุคคล

ParentSmart สนับสนุนให้คุณแม่ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนตัดสินใจเรื่องการรักษาหรือการใช้ยาใดๆ เราจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ข้อมูลอ้างอิง

1.flo.health Reviewed by Kate Shkodzik, MD Obstetrician and gynecologist [Online] เข้าถึงได้จาก “Types of vaginal discharge: What are they and what do they mean?” สืบค้นเมื่อ March 30 , 2023

2.Upasana Mani [Online] เข้าถึงได้จาก “Leucorrhoea / Likoria: What is it, Causes, Cure, More” สืบค้นเมื่อ March 30 , 2023

3.Lauren Sharkey Medically reviewed by Stacy A. Henigsman, DO  [Online] เข้าถึงได้จาก “Everything You Need to Know About Vaginal Discharge” สืบค้นเมื่อ March 30 , 2023

You may also like

ParentSmart ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้เราจดจำคุณได้ และนำเสนอเนื้อหาพัฒนาการลูกน้อยที่ตรงใจคุณแม่มากที่สุด หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้เราดูแลคุณผ่านคุกกี้ตาม [นโยบายความเป็นส่วนตัว] ของเรานะคะ Accept Read More