“น้ำคร่ำ” คือบ้านน้ำหลังแรกที่ช่วยปกป้องและโอบอุ้ม พัฒนาการทารกในครรภ์ ให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ในทุกนาทีค่ะ ไม่ว่าคุณแม่จะเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ หรือกำลัง ท้อง 9 เดือน ที่ต้องคอยลุ้นกับ อาการใกล้คลอด น้ำคร่ำนี่แหละคือ “ดัชนีชี้วัดสุขภาพลูก” ที่แม่มองข้ามไม่ได้!
เพราะน้ำคร่ำไม่ได้มีไว้แค่กันกระแทก แต่ยังบอกได้ว่าลูกในท้องแข็งแรงดีไหม หรือมีสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปหาหมอทันทีหรือเปล่า บทความนี้พี่จะพาคุณแม่ไปเจาะลึกแบบ “ฟันธง” ว่าหน้าที่น้ำคร่ำคืออะไร ภาวะแบบไหนที่เรียกว่าปกติ และถ้าต้อง “เจาะน้ำคร่ำ” จริงๆ มีอะไรที่แม่ต้องกังวลหรือเปล่า? เพื่อให้การเดินทาง 9 เดือนนี้ คุณแม่เดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจที่สุดค่ะ
⚠️ ParentSmart Note: ข้อมูลนี้เรียบเรียงตามมาตรฐานทางการแพทย์สากล (เช่น CDC, Mayo Clinic และ AAP) เพื่อเป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับคุณแม่เท่านั้น แต่ “ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้” หากคุณแม่มีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาวะครรภ์ ควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์ผู้ดูแลโดยเร็วที่สุดค่ะ
Table of Contents
💡 Key Takeaways: สรุปสิ่งที่แม่ต้องรู้
- น้ำคร่ำคือสัญญาณชีพ: ปริมาณน้ำคร่ำที่มากหรือน้อยเกินไป บ่งบอกถึงสุขภาพทารกและระบบรก
- แยกให้ออก: น้ำคร่ำจะ “ใส ไร้กลิ่น และห้ามไม่ได้” ต่างจากปัสสาวะที่มีกลิ่นแอมโมเนียและขลิบหยุดได้
- ไม่ต้องกลัวการเจาะ: การเจาะน้ำคร่ำมีความเสี่ยงแท้งต่ำมาก (น้อยกว่า 0.5%) แต่ให้ผลแม่นยำเรื่องโครโมโซมเกือบ 100%

น้ำคร่ำ คืออะไร? ทำไมลูกถึงต้อง “ว่ายน้ำ” อยู่ในท้องแม่
Amniotic Fluid หรือน้ำคร่ำ คือ ของเหลวที่มีสีใส หรือสีเหลืองอ่อน ที่จะมีถุงน้ำคร่ำ หรือเยื่อหุ้มเซลล์ที่ประกอบไปด้วยเยื่อ 2 ชั้น ได้แก่ แอมเนียน (Amnion) และคอเรียน (Chorian) ที่ทำหน้าที่ในการห่อหุ้มน้ำคร่ำเอาไว้ โดยถุงน้ำคร่ำนั้นเป็นถุงน้ำที่มีน้ำคร่ำที่เกิดขึ้นภายในมดลูกของคุณแม่ เพื่อช่วยห่อหุ้มร่างกายของทารกในครรภ์ ช่วยในการเจริญเติบโต และการพัฒนาการต่างๆ ของร่างกายของทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาในการตั้งครรภ์ของคุณแม่
📝 Editor’s Summary: หน้าที่น้ำคร่ำ
- สิ่งที่ควรโฟกัส: ช่วยให้ลูกเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนา “ปอดและกล้ามเนื้อ” และป้องกันสายสะดือถูกกดทับ
- สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: ลูกกลืนน้ำคร่ำและปัสสาวะออกมาเป็นปกติ (เป็นวงจรธรรมชาติ)
- สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ถ้าน้ำคร่ำมี “สีเขียวหรือขี้ม้า” อาจแปลว่าลูกถ่ายขี้เทาและกำลังเครียดในครรภ์
น้ำคร่ำมีหน้าที่อะไรบ้าง?
สำหรับน้ำคร่ำนั้นถือว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในตลอดระยะเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะว่าน้ำคร่ำนั้นมีหน้าที่ค่อนข้างหลากหลายที่สามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้โดยตรง ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูกันว่าน้ำคร่ำนั้นมีหน้าที่ที่สำคัญอะไรบ้าง ดังนี้
- การเจริญเติบโตของทารก ทำหน้าที่สำคัญในการช่วยให้ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ เช่น ระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
- การพัฒนาการของทารก ทำหน้าที่ในการช่วยให้ทารกในครรภ์มีการพัฒนาการในด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับช่วงอายุที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ เช่น การตอบสนอง หรือการเคลื่อนไหว
- การเคลื่อนไหวของทารก ทำหน้าที่ในการช่วยให้ทารกสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นจะส่งผลให้ระบบกล้ามเนื้อ และประสาทของทารกมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นด้วย
- การป้องกันการกระทบกระเทือน ทำหน้าที่ในการห่อหุ้มร่างกายของทารกในครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกได้รับการกระทบกระเทือน ที่อาจส่งผลอันตรายต่อตัวของทารกได้
- การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์เกิดการติดเชื้อ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด หรือแท้งได้
- ช่วยรักษาอุณหภูมิ ทำหน้าที่ในการรักษาอุณหภูมิในบริเวณรอบๆ ร่างกายของทารกให้คงที่ ทำให้ทารกรู้สุกอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา
ปริมาณน้ำคร่ำปกติเทียบตามอายุครรภ์ (ฉบับเปรียบเทียบง่ายๆ)
| อายุครรภ์ | ปริมาณโดยประมาณ | เปรียบเทียบภาพจำ |
| 12 สัปดาห์ | 50-80 มล. | ประมาณ 1 แก้วช็อตเล็กๆ |
| 20 สัปดาห์ | 400 มล. | ประมาณน้ำดื่มขวดเล็ก |
| 34-36 สัปดาห์ | 800-1,000 มล. | (ช่วงที่น้ำคร่ำเยอะที่สุด) |
| 40 สัปดาห์+ | ลดเหลือ 200-600 มล. | เริ่มลดลงเตรียมคลอด |
นอกจากนั้นปริมาณน้ำคร่ำในถุงน้ำคร่ำนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าหากปริมาณน้ำคร่ำน้อยเกินไป หรือมากเกินไปนั้นอาจส่งผลข้างเคียง หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในขณะที่ตั้งครรภ์ได้ โดยปริมาณของน้ำคร่ำที่ถือว่าปกติในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ มีดังนี้
- อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 8 มิลลิลิตร
- อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 30 มิลลิลิตร
- อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 50-80 มิลลิลิตร
- อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 200 มิลลิลิตร
- อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 400 มิลลิลิตร
- อายุครรภ์ 31-35 สัปดาห์ จะมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 800 มิลลิตร
- อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ขึ้นไป จะมีปริมาณน้ำคร่ำน้อยกว่า 1,000 มิลลิตร และจะลดลงเรื่อยๆ เหลือประมาณ 200-300 มิลลิลิตร
วิธีตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำ
ตลอดระยะเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นก็จะมีการตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาความผิดปกติ หรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ได้ โดยวิธีที่ใช้การตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำ มีดังนี้
- วัดแอ่งลึกที่สุดของน้ำคร่ำในแนวดิ่ง เป็นวิธีที่จะตรวจหาตำแหน่งของแอ่งน้ำคร่ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่ไม่มีสายสะดือ และไม่มีตัวของทารกอยู่ โดยจะทำการวัดในแนวดิ่งที่จะต้องมีที่ว่างในแนวนอนอย่างน้อย 1 เซนติเมตร ถ้าหากมีที่ว่างประมาณ 2.1 – 8 เซนติเมตร ถือว่าปริมาณน้ำคร่ำปกติ ถ้าหากมมากกว่า 8 เซนติเมตร ถือว่าปริมาณน้ำคร่ำมากกว่าปกติ และถ้าหากน้อยกว่า 2 เซนติเมตร ถือว่าปริมาณน้ำคร่ำน้อยกกว่าปกติ
- วัดแอ่งลึกที่สุดของน้ำคร่ำแบบ 4 ส่วน เป็นวิธีที่จะตรวจหาตำแหน่งของแอ่งน้ำคร่ำที่ลึกที่สุดด้วยการแบ่งหน้าท้องคุณแม่เป็น 4 ส่วนให้มีขนาดเท่ากัน เพื่อทำการวัดความลึกของถุงน้ำคร่ำทั้ง 4 ตำแหน่ง และหาค่าดัชนีปริมาณน้ำคร่ำ โดยค่าที่บ่งบอกว่าปริมาณน้ำคร่ำของคุณแม่ปกติจะอยู่ที่ 5-25 เซนติเมตร ถ้าหากน้อยกว่า 5 เซนติเมตร ถือว่าปริมาณน้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ และถ้าหากมากกว่า 25 เซนติเมตร ถือว่าปริมาณน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
น้ำคร่ำรั่ว vs ปัสสาวะเล็ด แยกอย่างไร? (ฟันธงตรงนี้!)
| จุดสังเกต | น้ำคร่ำรั่ว/แตก (Amniotic Fluid) | ปัสสาวะเล็ด (Urine) |
| สี | ใส หรือ ชมพูระเรื่อ | เหลืองใส |
| กลิ่น | ไม่มีกลิ่น หรือ กลิ่นหวานอ่อนๆ | กลิ่นฉุนแอมโมเนีย |
| การควบคุม | ไหลต่อเนื่อง คุมไม่ได้ | ขลิบหยุดได้ด้วยกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน |
| ปริมาณ | มีตั้งแต่ซึม (รั่ว) จนถึงทะลัก (แตก) | มักออกตอนไอ จาม หรือหัวเราะ |
คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเจาะน้ำคร่ำทุกคนไหม?
การเจาะน้ำคร่ำ คือ วิธีการที่จะต้องใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านทางหน้าท้องของคุณแม่เข้าไปยังถุงน้ำคร่ำของทารกในครรภ์ เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำที่ใช้ในการวิเคราะห์ หรือตรวจวินิจฉัย อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำคร่ำรั่ว เลือดออกขณะเจาะน้ำคร่ำ หรือในกรณีที่รุนแรงอาจถึงขั้นแท้งได้ ดังนั้น การเจาะน้ำคร่ำนั้นจึงไม่จำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเจาะกันทุกคน และไม่ได้เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคน แต่ว่าวิธีดังกล่าวนั้นจะเหมาะกับคุณแม่ที่มีลักษณะ ดังนี้
- คุณแม่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
- คุณแม่ที่เคยคลอดทารกที่มีกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
- คุณแม่ที่เคยคลอดทารกที่มีความพิการตั้งแต่กำเนิด
- คุณแม่ที่มีเลือดคัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์เป็นบวก
- คุณแม่ที่มีความเสี่ยงว่าทารกในครรภ์จะเป็นธาลัสซีเมีย
- คุณแม่ที่อัลตราซาวด์ และพบความผิดปกติของทารกในครรภ์
- คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัวมีประวัติเป็นโรคทางพันธุกรรม
ทั้งนี้ คุณแม่ที่กำลังวางแผนจะทำการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อหาเพศลูก หรือตรวจสอบหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ควรทำการปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่ และทารกในครรภ์
การเจาะน้ำคร่ำมีประโยชน์อะไรบ้าง?
สำหรับคุณแม่ที่จะต้องทำการเจาะน้ำคร่ำ หรือมีแนวโน้มว่าจะต้องเจาะน้ำคร่ำนั้นอย่าเพิ่งตื่นตระหนก หรือตกใจกันไปก่อน ถึงแม้ว่าการเจาะน้ำคร่ำนั้นจะมีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก และกการเจาะน้ำคร่ำนั้นก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูกันว่าการน้ำคร่ำมีประโยชน์อะไรบ้าง เพื่อช่วยให้คุณแม่ที่จะต้องทำการเจาะน้ำคร่ำนั้นสบายใจมากยิ่งขึ้น ดังนี้
- ตรวจหากลุ่มอาการดาวน์ เพราะว่าการเจาะน้ำคร่ำนั้นสามารถตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมได้ จึงทำให้รู้ได้ว่าทารกในครรภ์มีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มอาการดาวน์หรือไม่ เช่น ดาวน์ซินโดรม พาทัวซินโดรม เทอเนอร์ซินโดรม หรือเอ็ดเวิร์ดซินโดรม เป็นต้น
- ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม เพราะว่าการเจาะน้ำคร่ำนั้นเป็นวิธีที่สามารถระบุโรคทางพันธุกรรมของทารกได้ จึงนิยมนำมาใช้ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย หรือโรคซีสติกไฟโบรซีส เป็นต้น
- ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ เพราะว่าการเจาะน้ำคร่ำนั้นสามารถหาความผิดปกติ หรือปัญหาของทารกในครรภ์ได้อย่างแม่นยำ เช่น ทารกในครรภ์แข็งแรงหรือไม่ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หรือไม่ และถ้าหากมีความผิดปกติ ก็จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง หรือช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนในอนาคตได้
- ตรวจหาเพศของทารก เพราะว่าการเจาะน้ำคร่ำนั้นสามารถตรวจหาโครโมโซมได้ จึงทำให้การตรวจหาเพศของทารกนั้นเป็นผลพลอยได้จากการเจาะน้ำคร่ำ ทั้งนี้ การตรวจเพศลูกนั้นยังมีวิธีอื่นๆ ให้คุณพ่อคุณแม่เลือกใช้ ดังนั้น ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่อยากจะตรวจหาเพศลูก ควรทำการปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่าควรใช้วิธีอะไรถึงจะเหมาะสมมากที่สุด
เจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) จำเป็นไหม? ราคาเท่าไหร่?
ฟันธง: ไม่จำเป็นต้องทำทุกคน! แต่ถ้าคุณแม่อายุ 35+ หรือผลตรวจ NIPT มีความเสี่ยงสูง การเจาะน้ำคร่ำคือ Gold Standard ที่บอกความผิดปกติของโครโมโซมได้ชัวร์ที่สุด
- ราคาประมาณการ: * รพ.รัฐ: 3,000 – 5,000 บาท
- รพ.เอกชน: 10,000 – 25,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ Package การตรวจแล็บ)

ภาวะแทรกซ้อนที่คุณแม่ต้องระวัง
- น้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios): มักเกิดจากรกเสื่อม หรือลูกมีปัญหาเรื่องไต
- น้ำคร่ำมาก (Polyhydramnios): อาจเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือลูกมีปัญหาการกลืน
- น้ำคร่ำอักเสบ: เสี่ยงติดเชื้อรุนแรง สังเกตจาก “ไข้สูง และ น้ำคร่ำมีกลิ่นเหม็น”
📝 Editor’s Summary: ภาวะแทรกซ้อน
- สิ่งที่ควรโฟกัส: การนับลูกดิ้น ถ้าลูกดิ้นน้อยลงร่วมกับท้องดูเล็กลง อาจเป็นสัญญาณน้ำคร่ำน้อย
- สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: น้ำคร่ำรั่วหลังเจาะน้ำคร่ำ (พบบ่อยและมักหายเองได้ภายใน 24-48 ชม. หากรูรั่วเล็ก)
- สัญญาณที่ควรพบแพทย์: น้ำคร่ำแตกก่อน 37 สัปดาห์ (PROM) เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดและติดเชื้อ
ภาวะแทรกซ้อนของถุงน้ำคร่ำที่สามารถเกิดขึ้นได้
ถึงแม้ว่าถุงน้ำคร่ำนั้นจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และทำหน้าที่หลากหลายอย่างในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ แต่ว่าถุงน้ำคร่ำนั้นก็ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อย่างเช่น ถุงน้ำคร่ำรั่ว ภาวะน้ำคร่ำมาก ภาวน้ำคร่ำน้อย ภาวะน้ำคร่ำถุงอักเสบ หรือภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะพาคุณแม่ไปดูกันว่าภาวะแทรกซ้อนของถุงน้ำคร่ำแต่ละภาวะนั้นมีอาการเป็นอย่างไร สามารถรักษาได้หรือไม่ และอาจส่งผลต่อตัวคุณแม่ และทารกในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง ดังนี้
น้ำคร่ำรั่ว
น้ำคร่ำรั่ว คือ ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้จากถุงน้ำคร่ำ โดยภาวะดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่เยื่อหุ้มเซลล์บนถุงน้ำคร่ำเกิดรูรั่วขนาดเล็ก ส่งผลให้น้ำคร่ำไหลออกมาทีละน้อย ถ้าหากคุณแม่ไม่ได้สังเกตเห็น และปล่อยไว้อาจทำให้เกิดภาวะน้ำคร่ำน้อยตามมาได้ ซึ่งภาวะน้ำคร่ำรั่วนั้นจะต่างจากอาการน้ำเดิน หรือน้ำคร่ำแตกที่น้ำคร่ำนั้นจะไหลออกมาปริมาณมาก เพราะว่าเยื่อหุ้มเซลล์เกิดการแตกแต่ไม่ได้เป็นรูรั่วนั่นเอง
โดยภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วนั้นสามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้โดยตรง เพราะว่าน้ำคร่ำมีผลต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของทารก ซึ่งในแต่ละไตรมาสที่คุณแม่มีภาวะน้ำคร่ำรั่วนั้นอาจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ได้ ดังนี้
- ไตรมาสที่ 1 สามารถส่งผลให้ทารกในครรภ์คลอดก่อนกำหนด มีภาวะพิการตั้งแต่กำเนิด ภาวะหยุดตั้งครรภ์ของตัวอ่อนก่อน 20 สัปดาห์ ภาวะตายคลอด หรือแท้ง
- ไตรมาสที่ 2 สามารถส่งผลให้ทารกในครรภ์คลอดก่อนกำหนด มีภาวะพิการตั้งแต่กำเนิด มีพัฒนาการล่าช้า เสียชีวิตในครรภ์ หรือแท้ง
- ไตรมาสที่ 3 สามารถส่งผลให้ทารกในครรภ์มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มีพัฒนาการล่าช้า ภาวะทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ภาวะคลอดยาก ทารกไม่กลับหัว ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะรกติดเชื้อ หรือภาวะติดเชื้อหลังคลอด เป็นต้น รวมถึงส่งผลให้คุณแม่มีโอกาสที่จะต้องผ่าคลอดมากกว่าคลอดแบบธรรมชาติ
ดังนั้น คุณแม่จึงควรรู้ว่าน้ำคร่ำรั่วมีอาการอย่างไร และหมั่นสังเกตว่าของเหลวที่ไหลออกมาทางช่องคลอดนั้นเป็นปัสสาวะ หรือน้ำคร่ำ และถ้าหากเป็นน้ำคร่ำ หรือของเหลวที่ไม่มีสี ไม่กลิ่น ก็อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณแม่มีภาวะน้ำคร่ำรั่ว และจะได้เข้าพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
ภาวะน้ำคร่ำมาก
ภาวะน้ำคร่ำมาก คือ ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดได้จากถุงน้ำคร่ำที่มีปริมาณน้ำคร่ำเยอะมากเกินไป โดยภาวะดังกล่าวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ ทารกในครรภ์เป็นแฝด ทารกในครรภ์มีภาวะซีด ทารกในครรภ์มีการติดเชื้อ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เป็นโณคเบาหวาน หรือในบางกรณีก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ ซึ่งภาวะน้ำคร่ำมากนั้นจะมีส่งสัญญาณเตือนออกมาผ่านร่างกายของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นอาการหายใจลำบาก อึดอัด นอนราบไม่ได้ หอบเหนื่อย ท้องบวม แน่นท้อง มีอาการบวมที่ขา ปัสสาวะออกน้อย หรือในบางกรณีอาจเกิดอาการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด หรือเกิดอาการตกเลือดหลังคลอด เป็นต้น
โดยภาวะน้ำคร่ำมากนั้นไม่ใช่ภาวะที่มีความรุนแรงมากนัก เพราะสามารถรักษาได้หลากหลายวิธี และไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ซึ่งวิธีที่นิยมนำมาใช้รักษาภาวะน้ำคร่ำมาก มีดังนี้
- เจาะน้ำคร่ำส่วนเกินออก เป็นวิธีที่จะทำการเจาะระบายน้ำคร่ำส่วนเกินออกมา เพื่อลดปริมาณน้ำคร่ำให้ลงมาอยู่ในระดับปกติ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ การรักษาด้วยวิธีนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดได้
- ใช้ยาลดปริมาณปัสสาวะของทารก เป็นวิธีที่คุณแม่จะต้องกินยาที่ช่วยลดปริมาณปัสสาวะของทารกในครรภ์ โดยจะใช้กับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 31 สัปดาห์ หรือทารกที่มีอายุไม่เกิน 31 สัปดาห์ เพราะถ้าหากใช้ในคุณแม่ที่มีอายุครรภ์มาก อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ ดังนั้น คุณแม่จึงควรได้รับการจ่ายยาจากแพทย์เท่านั้น เพราะทุกครั้งที่ใช้ยาลดปริมาณปัสสาวะ ทารกจะต้องได้รับการตรวจหัวใจ และสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
- เข้าสู่กระบวนการคลอดก่อนกำหนด เป็นวิธีที่คุณแม่จะต้องทำการคลอดก่อนกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาได้ และถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์นานถึง 39-40 สัปดาห์เลยทีเดียว
ภาวะน้ำคร่ำน้อย
ภาวะน้ำคร่ำน้อย คือ ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้จากถุงน้ำคร่ำเช่นกัน โดยภาวะดังกล่าวนั้นเป็นภาวะที่ปริมาณน้ำคร่ำในถุงน้ำคร่ำมีน้อยกว่าปกติ ที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ เช่น ทารกในครรภ์ไม่แข็งแรง มีความผิดปกติของโครโมโซม มีความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ภาวะรกเสื่อม ภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง หรือภาวะขาดเลือด และสารอาหาร ทำให้ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโต และการพัฒนาการที่ผิดปกติ รวมถึงภาวะน้ำคร่ำรั่ว ที่สามารถส่งผลให้เกิดภาวะน้ำคร่ำน้อยตามมาได้เช่นกัน
โดยภาวะน้ำคร่ำน้อยนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ช่วงท้อง 6 เดือนที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ ซึ่งผลข้างเคียง หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะน้ำคร่ำน้อย มีดังนี้
- ร่างกายมีความผิดปกติ เป็นอาการที่ทารกมีการเจริญเติบโต และมีการพัฒนาการที่ล่าช้า ทำให้ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ระบบต่างๆ ภายในร่างกายมีความผิดปกติ หรือมีความพิการตั้งแต่กำเนิดได้
- โครโมโซมมีความผิดปกติ เป็นอาการที่โครโมโซมของทารกมีความผิดปกติ อาจส่งผลให้ทารกมีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มอาการดาวน์ เช่น ดาวน์ซินโดรม ได้
- อวัยวะของทารกมีความผิดปกติ เป็นอาการที่อวัยวะของทารกนั้นจะมีความผิดปกติ หรือผิดรูป เช่น ใบหน้าผิดรูป แขนผิดรูป ขาผิดรูป มือผิดรูป หรือเท้าผิดรูป เป็นต้น ซึ่งมีอีกชื่อเรียกว่า Potter Sequence
- ภาวะเท้าปุก เป็นอาการที่เกิดจากการที่ทารกเจริญเติบโตในมดลูกที่มีที่แคบ หรือเจริญเติบโตในภาวะน้ำคร่ำน้อย ทำให้ปอดของทารกแฟบ หายใจแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ลำบาก และส่งผลให้พัฒนาการทางสมองของทารกผิดปกติ
- ทารกในครรภ์เสียชีวิต เป็นอาการที่ทารกในครรภ์เกิดขการเสียชีวิตจากภาวะน้ำคร่ำน้อย และถ้าหากคุณแม่มีอายุครรภ์น้อย และเป็นภาวะน้ำคร่ำน้อย ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตมากถึง 90%
ภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบ
ภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบ คือ ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่ถุงน้ำคร่ำอักเสบ หรือเยื่อหุ้มเซลล์อักเสบ โดยภาวะดังกล่าวนั้นมักจะเกิดจากการติดเชื้อจากช่องคลอดขึ้นไปสู่มดลูก ส่งผลให้ภายในน้ำคร่ำ เนื้อเยื่อหุ้มเซลล์ ทารกในครรภ์ และรกมีการติดเชื้อตามมาไปด้วย และเมื่อมีอาการติดเชื้อจนเกิดภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบก็จะทำให้คุณแม่มีอาการปวดมดลูก มีไข้ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ น้ำคร่ำเปลี่ยนสี หรือน้ำคร่ำมีกลิ่นเหม็น เป็นต้น แต่ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์บางคนก็อาจจะไม่แสดงอาการที่กล่าวมาข้างต้น
โดยภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบนั้นสามารถส่งผลให้เกิดผลข้างเคียง หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ต่อทารกในครรภ์ หรือตัวคุณแม่เองได้ ซึ่งอาการที่สามารถพบได้ มีดังนี้
- ทารกในครรภ์ติดเชื้อ
- ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
- เข้าสู่กระบวนการคลอดก่อนกำหนด
- อาการแท้ง
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- ทารกเสียชีวิตแรกคลอด
- ติดเชื้อในโพรงมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ
- แผลผ่าตัดคลอดเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย (ในกรณีที่ผ่าคลอด)
ซึ่งวิธีการรักษาภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบนั้นขึ้นอยู่กับอาการ และความรุนแรงของคุณแม่แต่ละคน รวมถึงขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ด้วยว่าจะใช้วิธีการรักษาแบบใด แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้การรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางเส้นเลือดดำ
ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด เป็นภาวะแทรกซ้อนของถุงน้ำคร่ำที่สามารถเกิดขึ้นได้ และสามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อในโพรงมดลูก การติดเชื้อในช่องคลอด มดลูกม่ความตึงตัวมากกว่าปกติ มีประวัติถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด คุณแม่ตั้งครรภ์ที่รกต่ำ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่ หรือผลข้างเคียงจากการเจาะน้ำคร่ำ เป็นต้น ซึ่งภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดนั้นจะเป็นอาการที่ถุงน้ำคร่ำแตก หรือรั่วก่อนที่อายุครรภ์จะครบ 37 สัปดาห์ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้ ดังนี้
- เข้าสู่กระบวนการคลอดก่อนกำหนด
- คุณแม่เกิดอาการติดเชื้อ
- ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด
- ภาวะสายสะดือโผล่น้อย
- ภาวะหายใจยากลำบาก
- ทารกในครรภ์พัฒนาการที่ล่าช้า
- ทารกในครรภ์มีความพิการ
- ทารกในครรภ์เสียชีวิต
ดังนั้น คุณแม่จึงควรรรู้ว่าน้ำคร่ำแตกมีอาการเป็นอย่างไร และถ้าหากคุณแม่มีอาการที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมาในอนาคต รวมถึงช่วยให้ทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์มีความปลอดภัยมากที่สุด
📝 สรุปท้ายบทความ (Editor’s Summary รวม)
เพื่อความอุ่นใจ พี่สรุปสิ่งที่แม่ต้องทำมาให้ค่ะ:
- สิ่งที่ควรโฟกัส: สังเกต “เป้ากางเกง” เสมอ ถ้าเปียกชุ่มแบบไม่ใช่ปัสสาวะ ให้ตีไว้ก่อนว่าน้ำคร่ำรั่ว
- สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: ปริมาณน้ำคร่ำที่ลดลงเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์ที่ 40+ (เป็นเรื่องปกติของการเตรียมคลอด)
- สัญญาณที่ควรพบแพทย์: น้ำคร่ำสีเขียว/น้ำตาล, มีกลิ่นเหม็น, มีไข้สูง, หรือลูกดิ้นน้อยลง
ไขข้อข้องใจเรื่องน้ำคร่ำ: ถาม-ตอบ เคลียร์ชัดสไตล์แม่ ParentSmart
ไม่ต้องนั่งไล่อ่านยาวๆ พี่สรุปคำถามที่แม่ๆ กังวลที่สุดมาให้แล้วค่ะ!
1. น้ำคร่ำไหลแต่ไม่ปวดท้อง… ใกล้คลอดหรือยัง?
ฟันธง: “ไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ!” ไม่ต้องรอให้ปวดท้อง เพราะนี่คือภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด (PROM)
ทำไมถึงอันตราย: ถ้าน้ำคร่ำไหลออกมาแล้ว แปลว่า “ด่านป้องกันเชื้อโรค” แตกออก ลูกเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดได้
สิ่งที่แม่ต้องทำ: ใส่ผ้าอนามัย สังเกตสี แล้วรีบไปหาหมอเพื่อเช็กว่าเป็นการรั่วจริงหรือแค่ตกขาว
2. เจาะน้ำคร่ำแล้วน้ำคร่ำรั่ว… เกิดขึ้นจริงไหม?
คำตอบ: “เกิดขึ้นได้ แต่โอกาสน้อยมาก” (เพียง 0.3 – 0.5% เท่านั้น)
มักเกิดภายใน 24 ชม. แรกหลังเจาะ
3. น้ำคร่ำแตกกี่วันถึงจะคลอด?
ฟันธง: “ต้องคลอดภายใน 24 ชม.” โดยส่วนใหญ่คุณแม่จะเริ่มเจ็บท้องคลอดเองภายใน 12-24 ชม. แต่ถ้าเกินกว่านี้และน้ำคร่ำยังไหลไม่หยุด คุณหมอมักจะ “เร่งคลอด” หรือ “ผ่าคลอด” เพื่อความปลอดภัยของลูก เพราะถ้านานกว่า 48 ชม. ความเสี่ยงการติดเชื้อจะสูงขึ้นทวีคูณค่ะ
| ประเภทสถานพยาบาล | ราคาประมาณการ | สิ่งที่จะได้รับ |
| รพ. รัฐบาล | 3,000 – 6,000 บาท | เน้นตรวจโครโมโซมพื้นฐาน (ดาวน์ซินโดรม) |
| รพ. เอกชน | 10,000 – 25,000 บาท | บริการรวดเร็ว มักรวมผลตรวจแบบละเอียด/ผลเร็ว (FISH) |
การเข้าใจเรื่อง “น้ำคร่ำ” จะเปลี่ยนจากความกังวลให้กลายเป็นความมั่นใจค่ะ เพราะตอนนี้คุณแม่รู้แล้วว่าสัญญาณไหนคือปกติ และสัญญาณไหนที่ต้องรีบไปหาหมอทันที โดยเฉพาะแม่ๆ ที่ก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย พี่แนะนำให้เริ่มเช็กลิสต์ ของเตรียมคลอด ใส่กระเป๋าตั้งไว้ข้างเตียงได้เลยค่ะ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะอยากออกมาทักทายโลกวันไหน!
สำหรับใครที่เริ่มมีอาการตึงท้องบ่อยขึ้นจนสงสัยว่า เจ็บท้องเตือนกี่วันคลอด พี่ฟันธงให้ตรงนี้เลยว่า “เจ็บเตือน” คือการซ้อมใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้หลายสัปดาห์ก่อนคลอดจริง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มี “น้ำเดิน” หรือน้ำคร่ำแตกออกมา นั่นแหละค่ะคือสัญญาณ “ของจริง” ที่ไม่ต้องรอเจ็บท้องเตือนแล้ว ให้คว้ากระเป๋าเตรียมคลอดแล้วมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลได้เลย!
ParentSmart ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนมีการเดินทาง 9 เดือนที่ราบรื่น และได้พบหน้าเจ้าตัวเล็กอย่างปลอดภัยนะคะ 💖
อ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ (References)
เพื่อให้คุณแม่มั่นใจในทุกข้อมูล บทความนี้รวบรวมและเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลที่เป็นมาตรฐานสากล:
- Cleveland Clinic: Amniotic Fluid: Functions, Levels & Problems (เจาะลึกหน้าที่และระดับน้ำคร่ำที่ปกติ)
- Children’s Hospital of Philadelphia (CHOP): Amniotic Fluid Problems: Hydramnios & Oligohydramnios (วิเคราะห์ภาวะน้ำคร่ำมาก-น้อยเกินไป)
- MSD Manuals (Consumer Version): Problems With Amniotic Fluid in Pregnancy (คู่มือความผิดปกติเกี่ยวกับน้ำคร่ำสำหรับคุณแม่)
- Medical News Today: What to know about amniotic fluid (สรุปข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับน้ำคร่ำ)
- Bayfront Health: 5 Things to Know About Amniotic Fluid (5 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับน้ำคร่ำที่แม่ท้องต้องเข้าใจ)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Medical Disclaimer)
บทความนี้จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการ ParentSmart.co ภายใต้หลักการ Evidence-based Empathy เพื่อให้คุณแม่เข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย อย่างไรก็ตาม โปรดอ่านข้อกำหนดดังนี้:
- ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์: เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโดยตรง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอ: ร่างกายและภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่แต่ละคนมีความแตกต่างกัน โปรดขอคำแนะนำจากสูตินรีแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคุณและลูกน้อย
- กรณีฉุกเฉิน: หากคุณแม่พบสัญญาณอันตราย เช่น น้ำคร่ำแตก/รั่ว เลือดออกทางช่องคลอด หรือลูกดิ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โปรดติดต่อแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที โดยไม่ต้องรอการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
- ความถูกต้องของข้อมูล: แม้เราจะพยายามอัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบันตามหลักวิชาการ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์เกิดขึ้นตลอดเวลา ParentSmart ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์